วันพุธที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2554

เกษตรอินทรีย์

เกษตรอินทรีย์ ตามความหมายของ สำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท) หมายถึง ระบบการผลิตที่ไม่มีการใช้ปุ๋ยเคมี และสารเคมีในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช และเป็นระบบการผลิตที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในมาตรฐาน มกท.

องค์กร FAO เน้นในเรื่องของการจัดการนิเวศ ไม่ใช้สารสังเคราะห์ เช่น ปุ๋ยสังเคราะห์ ยาฆ่าแมลง เมล็ดพืชที่ตัดต่อพันธุกรรม ตลอดจนสารกันบูด เน่าเสีย (preservatives) และสารปรุงแต่งอาหาร (additives) เป็นต้น ทั้งนี้โดยใชการบริหารจัดการที่เฉพาะพื้นที่ มุ่งเน้นการเพิ่มความสมบูรณ์ของดินในระยะยาว และป้องกันแมลงศัตรูพืชและโรคต่าง ๆ

ที่ยกมานี่ ก็จะเห็นว่า เกษตรอินทรีย์ เป็นเรื่องของความปลอดภัย สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม งดเว้นการใช้ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลงที่เป็นอันตรายต่อ คนและสิ่งแวดล้อม

วิธีการที่ใช้ในการบำรุงดิน และป้องกันศัตรูพืฃ เช่น การปลูกพืชหมุนเวียน ปลูกพืชบำรุงดิน ปุ๋ยหมัก มูลสัตว์ ซากพืชซากสัตว์ที่หาได้ การเลือกพันธ์พืชที่ทนต่อโรคและแมลงในท้องถิ่นนั้น ๆ และสามารถปรับตัวเข้ากับท้องถิ่นได้ดี และการควบคุมศัตรูพืชโดยทางชีววิทยา เช่น ใช้แมลงกำจัดแมลง ใช้ตัวห้ำ ตัวเบียน เป็นต้น

เกษตรอินทรีย์ เป็นการรักษาธรรมชาติ ให้ธรรมชาติทำงานตามวงจรปกติของเขา ลดการแทรกแทรงของมนุษย์

สรุปก็คือว่า เกษตรอินทรีย์ ดีสำหรับธรรมชาติ และดีสำหรับเราทุกคน

ในกรณีที่ดินขาดความสมบูรณ์ สิ่งที่จะช่วยได้อย่างหนึ่งก็คือ ปุ๋ยอินทรีย์ (Organic fertilizers)

ข้อดี – ข้อจำกัดของปุ๋ยอินทรีย์ มีดังนี้

(1) ข้อดีของปุ๋ยอินทรีย์

1. ช่วยปรับปรุงดินให้ดีขึ้น โดยเฉพาะคุณสมบัติทางกายภาพของดิน เช่น ความโปร่ง
ความร่วนซุย ความสามารถในการอุ้มน้ำ และการปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดิน
2. อยู่ในดินได้นานและค่อย ๆ ปลดปล่อยธาตุอาหารพืชอย่างช้า ๆ จึงมีโอกาสสูญเสีย
น้อยกว่าปุ๋ยเคมี
3. เมื่อใส่ร่วมกับปุ๋ยเคมี จะส่งเสริมปุ๋ยเคมีให้เป็นประโยชน์แก่พืชอย่างมีประสิทธิภาพ
มีธาตุอาหารรอง / เสริม อยู่เกือบครบถ้วนตามความต้องการของพืช
4. ส่งเสริมให้จุลชีพในดินโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกที่มีประโยชน์ต่อการบำรุงดิน
ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

(2) ข้อจำกัดของปุ๋ยอินทรีย์

1. มีปริมาณธาตุอาหารพืชต่ำ
2. ใช้เวลานานกว่าปุ๋ยเคมี ที่จะปลดปล่อยธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ให้แก่พืช
3. ราคาแพงกว่าปุ๋ยเคมี เมื่อคิดเทียบในแง่ราคาต่อหน่วยน้ำหนักของธาตุอาหารพืช
4. หายาก พิจารณาในด้านเมื่อต้องการใช้เป็นปริมาณมาก
5. ถ้าใส่สารอินทรีย์มากเกินไป เมื่อเกิดการชะล้างจะทำให้เกิดการสะสมของไนเตรท
ในน้ำใต้ดินซึ่งเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภคได้
6. การใช้สารอินทรีย์ที่สลายตัวยาก เช่น ขี้เลื่อย เมื่อใช้วัสดุคลุมดิน ถ้าใช้ขี้เลื่อยสดใส่ทับถมกันแน่น
จะทำให้เกิดการหมักในสภาพไร้ออกซิเจน ทำให้อุณหภูมิสูงมาก จนเกิดสารสีดำหรือน้ำตาล ในสภาพนี้ขี้เลื่อยจะอิ่มตัวไปด้วยสารพิษซึ่งเป็นกรดอินทรีย์ชนิดระเหยง่าย มีกลิ่นฉุนมาก และเกิดไอที่มีฤทธิ์กัดกร่อน ทำให้เป็นอันตรายแก่พืชหลายชนิดได้ อย่างไรก็ตาม ขี้เลื่อย เปลือกไม้สามารถนำมาใช้ได้โดยใช้ในดินที่ไม่เป็นกรดจัดเกินไป และมีปุ๋ยไนโตรเจนเพียงพอ ควรเป็นขี้เลื่อยเก่าที่ย่อยแล้ว หรือปล่อยให้ตากแดดตากฝนระยะหนึ่ง การใช้ปูนขาวควบคู่ไปด้วยในปริมาณที่พอเหมาะ จะช่วยลดความเป็นพิษลงได้
7. มูลสัตว์ที่ไม่ผ่านการหมักหรือการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนก่อนจะมีโรค แมลงศัตรูพืช
และวัชพืชติดมาด้วย ทำให้เกิดปัญหาการแพร่ระบาดภายหลังได้
8. ปุ๋ยอินทรีย์สลายตัวอยาก เช่น ขี้เลื่อย ซึ่งมีอัตราส่วนของคาร์บอนต่อไนโตรเจนสูง
เมื่อใส่ในดินปลูกพืชจุลินทรีย์จะแย่งไนโตรเจนในดินไปใช้ในขบวนการย่อย มีผลทำให้พืชขาดไนโตรเจนชั่วคราว ถ้าไม่มีการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนพืชจะขาดจนกว่าจุลินทรีย์เหล่านี้จะมีกิจกรรมลดลง จึงจะได้ไนโตรเจนกลับคืนสู่ดิน
9. ปุ๋ยอินทรีย์จากมูลสัตว์และวัสดุเหลือทิ้งจากโรงงาน ส่งกลิ่นเหม็นไม่เป็นที่จูงใจผู้ใช้และสกปรก
10. การใช้ปุ๋ยอินทรีย์จากของเหลือทิ้งจากท่อระบายน้ำโสโครก ตามอาคารบ้านเรือน
ก่อให้เกิดการปนเปื้อนของโลหะหนักหลายชนิดที่เป็นพิษ เช่น ตะกั่ว ปรอท
11. การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่ยังสลายตัวไม่เต็มที่หรือยังอยู่ระหว่างการย่อยสลายจะทำให้เกิดความร้อน
จากการย่อยสลาย เป็นอันตรายต่อรากพืช เช่น การใช้มูลสด ๆ ใส่ใกล้โคนปลูกพืช และการใช้มูลที่มีทั้งอุจจาระและปัสสาวะสัตว์ปน โดยไม่มีการเจือจาง จะทำให้ต้นพืชเหี่ยวเฉาได้เนื่องจากความเค็มของกรดในน้ำปัสสาวะ
12. ต้องใช้ค่าใช้จ่ายในการขนย้ายและการใส่มากกว่า




อ้างอิง
href="http://www.actorganic-cert.or.th/
http://www.fao.org/organicag/oa-faq/oa-faq1/en/
http://en.wikipedia.org/wiki/Organic_farming
http://www.doae.go.th/spp/biofertilizer/or3.htm

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น