ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

โรคเบาหวาน

โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรัง และก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ ก่อให้เกิดปัญหากับ ฟันและเหงือก ตา ไต หัวใจ หลอดเลือดแดง โรคเบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ

โรคเบาหวานมีหลายชนิด คนส่วนใหญ่เป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2 (Type 2 diabetes)

โรคเบาหวานประเภทที่ 2 เกิดในผู้ป่วยอายุมากกว่า30ปี และมักจะอ้วน ผู้ป่วยเบาหวานชนิดนี้ อาการค่อยๆเป็นโดยที่ผู้ป่วยไม่รู้ตัว โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นโรคเรื้อรังที่มีอัตราเพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบัน และก่อให้เกิดการตายของผู้ป่วยจากภาวะแทรกซ้อนในหลอดเลือดแดงขนาดเล็ก และหลอดเลือดแดงขนาดใหญ่ โดยภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยนั้น ได้แก่ ภาวะแทรกซ้อนทางตา (Retinopathy) ไต (Nephropathy) ระบบประสาท (Neuropathy) และโรคหลอดเลือดสมอง นอกจากนั้น สาเหตุการตายที่สำคัญในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 คือจากภาวะแทรกซ้อนของโรคหลอดเลือดหัวใจ

สำหรับผู้ที่ยังไม่เป็นเบาหวาน ท่านมีโอกาสเป็นโรคเบาหวานกันทุกคน เราจะลดความเสี่ยงการเป็นโรคเบาหวานกันอย่างไร

วิธีลดอัตราการเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ประเภทที่ 2
ความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานมีหลายประการ เช่น สภาพแวดล้อม และกรรมพันธ์ ในประเทศอเมริกา พบว่า ผู้ชายมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน 33% และผู้หญิงมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน 39%

กรรมพันธุ์
ผู้ที่มีญาติสนิทที่เคยเป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2 (Type 2 diabetes) มีโอกาสเป็นโรคเบาหวานสูง
เชื้อชาติเผ่าพันธ์
คนอเมริกันผิวขาว มีความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน 7.2% แต่คนอเมริกันผิวดำมีความเสี่ยง 11% และอินเดียแดง มีความเสี่ยงสูงถึง 35%
น้ำหนักแรกเกิด
เด็กแรกเกิดที่น้ำหนักน้อยมีความเสียงต่อการเป็นโรคเบาหวานมากกว่าเด็กที่มีน้ำหนักแรกเกิดมากกว่า
ความอ้วน
อาจจะเรียกได้ว่า เป็นปัจจัยหลักต่อความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานทีเดียว
เพราะความอ้วน (Obesity) ทำให้ร่างกายต่อต้านอินซูลิน มีการวิจัยพบว่า ผู้ที่อ้วนลดลง มีความไวต่ออินซูลิน(insulin sensitivity)มากขึ้น การไหลเวียนของน้ำตาลในเลือดดีขึ้น การกระจายของไขมันก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย พบว่า คนที่มีรูปร่างคล้ายลูกแพ (เอวเล็กกว่าสะโพก) มีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานมากกว่าคนที่มีรูปร่างเหมือนแอบเปิ้ล (เอวใหญ่กว่า)หรือที่เรียกว่า อ้วนลงพุง
เรื่องชาติพันธ์ กรรมพันธ์ เราคงทำอะไรไม่ได้มากนัก แต่เราสามารถปฏิบัติตน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเป็นโรคเบาหวานได้ จะได้ไม่ต้องไปรอพบหมอในวันที่โรงพยาบาลเปิดคลีนิคโรคเบาหวาน

การปฏิบัติตนเพื่อหลีกเลี่ยงโรคเบาหวาน

  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ มีผลการวิจัยระบุว่า ผู้ที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การเผาผลาญแคลอลี่ ทุก ๆ 500 kcl ในแต่ละสัปดาห์ จะลดอัตราการเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานลงได้ 6% การออกกำลังกายทำให้ร่างกายใช้อินซูลินได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น เป็นการรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ คนทั่วไปควรออกกำลังกาย 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์
  • กินอาหารที่มีเส้นใยเยอะ ๆ เช่น ผลไม้ ผัก ถั่ว เป็นต้น อาหารที่มีเส้นใย จะทำให้อิ่มนาน จึงช่วยลดน้ำหนักได้ นอกจากนี้ ยังช่วยการควบคุมน้ำตาลในเลือดได้ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ
  • กินอาหารที่เป็น Whole grain
    ซึ่งเป็นอาหารที่ทำจากธัญญพืชทั้งเมล็ด ไม่ใช่ฟอกเอาแต่ส่วนที่เป็นแป้งขาว ๆ มาเท่านั้น เช่น ขนมปัง เลือกที่เป็น Whole grain ซึ่งมักจะมีสีออกน้ำตาล ไม่ใช่ที่เป็นขนมปังขาว ๆ ดูที่ฉลากประกอบด้วย ให้มีคำว่า whole ไว้ก่อนเป็นใช้ได้ เช่น โฮลหวีด whole wheat (ข้าวสาลี) เป็นต้น อาหารประเภทนี้ ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือก จึงลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน
  • ควบคุมน้ำหนัก มีการวิจัยพบว่า คนอ้วนที่ลดน้ำหนักลง 1 กิโลกรัม สามารถลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานลงได้ 16% ผู้ที่ควบคุมน้ำหนักให้ลดลงได้ ประมาณ 5-10% และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เป็นระยะเวลา 3 ปี จะลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานได้ถึง 60%
  • ไม่สูบบุหรี ผู้ที่สูบบุหรี่มากกว่า 20 มวนต่อวัน มีโอกาสเป็นโรคเบาหวานมากกว่าผู้ที่ไม่สูบถึง 3 เท่า ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า การสูบบุหรี่เป็นอุปสรรคต่อการใช้อินซูลินของร่างกาย และพบว่า หลังการสูบบุหรี่ ปริมาณน้ำตาลในเลือดมีระดับสูงขึ้น และพบว่าการสูบบุหรี่มีความสัมพันธ์กับการกระจายของไขมัน คนสูบบุหรี่มักจะมีรูปร่างคล้ายแอบเปิ้ล (เอวใหญ่กว่าสะโพก)
  • หลีกเลี่ยงสูตรอาหารที่โฆษณาว่าจะช่วยลดความอ้วนได้อย่างปาฏิหาร อาหารพวกนี้มักจะมีคาร์โบไฮเดรทน้อย อาจจะช่วยลดน้ำหนักได้ในระยะสั้น แต่ไม่ยืนยันว่าจะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานได้ ซ้ำร้ายอาจจะทำให้เกิดภาวะการขาดสารอาหารได้อีกด้วย จึงควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เลือกทานอาหารที่มีกลูโคสต่ำ เช่น ธัญพืช ข้าวไม่ขัดขาว นม โยเกิร์ต ผลไม้ และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสหวาน เค็ม และมันจนเกินไป เป็นดีที่สุด

ท่านทราบหรือไม่ว่าเป็นเบาหวานหรือไม่ ลองตรวจสอบตัวเองจากอาการของการเป็นโรคเบาหวานต่อไปนี้

อาการของโรคเบาหวาน

คนปกติก่อนรับประทานอาหารเช้าจะมีระดับน้ำตาลในเลือด 70-110 มก.% หลังรับประทานอาหารแล้ว 2 ชม.ระดับน้ำตาลไม่เกิน 140 มก.% ผู้ที่ระดับน้ำตาลสูงไม่มากอาจจะไม่มีอาการอะไร การวินิจฉัยโรคเบาหวานจะทำได้โดยการเจาะเลือด อาการที่พบได้บ่อย

  • คนปกติมักจะไม่ต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะในเวลากลางดึกหรือปัสสาวะอย่างมากไม่เกิน 1 ครั้ง เมื่อน้ำตาลในกระแสเลือดมากกว่า180มก.% โดยเฉพาะในเวลากลางคืนน้ำตาลจะถูกขับออกทางปัสสาวะทำให้น้ำถูกขับออกมากขึ้น จึงมีอาการปัสสาวะบ่อยและเกิดการสูญเสียน้ำ และอาจจะพบว่าปัสสาวะมีมดตอม
  • ผู้ป่วยจะหิวน้ำบ่อยเนื่องจากต้องทดแทนน้ำที่ถูกขับออกทางปัสสาวะ
  • อ่อนเพลีย น้ำหนักลดเกิดเนื่องจากร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลจึงย่อยสลายส่วนที่เป็นโปรตีนและไขมันออกมา
  • ผู้ป่วยจะกินเก่งหิวเก่งแต่น้ำหนักจะลดลงเนื่องจากร่างกายน้ำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานไม่ได้ จึงมีการสลายพลังงานจากไขมันและโปรตีนจากกล้ามเนื้อ
  • อาการอื่นๆที่อาจเกิดได้แก่ การติดเชื้อ แผลหายช้า คัน
  • คันตามผิวหนัง มีการติดเชื้อรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณช่องคลอดของผู้หญิง สาเหตุของอาการคันเนื่องจากผิวแห้งไป หรือมีการอักเสบของผิวหนัง
  • เห็นภาพไม่ชัด ตาพร่ามัวต้องเปลี่ยนแว่นบ่อย ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะมีการเปลี่ยนแปลงสายตา เช่นสายตาสั้น ต่อกระจก น้ำตาลในเลือดสูง
  • ชาไม่มีความรู้สึก เจ็บตามแขนขาหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เนื่องจากน้ำตาลสูงนานๆทำให้เส้นประสาทเสื่อม เกิดแผลที่เท้าได้ง่าย เพราะไม่รู้สึก

และเมื่อไรควรไปพบแพทย์
มีคำแนะนำว่า ถ้าท่านอายุเกิน 45 ปี ไม่ว่าจะมีน้ำหนักเกินมาตรฐานหรือไม่ก็ตาม ควรไปพบแพทย์และตรวจเลือดเพื่อการวินิจฉัย และคำแนะนำในการปฏิบัติตนให้ปลอดภัยจากโรคเบาหวาน เป็นดีที่สุด


อ้างอิง
http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/endocrine/DM/intro.htm
http://www.medicinenet.com/diabetes_prevention/page2.htm
http://www.medicinenet.com/diabetes_prevention/page5.htm
http://www.thaihp.org/index.php?option=other_detail&lang=th&id=36&sub=26
http://www.mayoclinic.com/health/diabetes-prevention/DA00127
http://learners.in.th/blog/edu3204somruthai/340697

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

อุปมา อุปไมย สำนวนการเปรียบเทียบ ของไทย

การเตรียมสอบ ก.พ. ภาค ก. เพื่อสอบบรรจุเข้ารับราชการ มีการทดสอบความสามารถทั่วไป มักจะมี
ข้อสอบที่เกี่ยวกับอุปมาอุปไมย  ข้อสอบมีลักษณะ ให้หาตัวเลือกที่มีความหมาย ความสัมพันธ์คล้ายคลึง หรือเหมือนกับที่โจทย์กำหนดให้มา  หรือเติมข้อความที่มีความหมายสอดคล้องกับคำอุปมาอุปไมยที่ยกมาให้ เป็นต้น ดังนั้น การเข้าใจความหมายของคำอุปมาอุปไมย จึงช่วยให้ทำข้อสอบได้ดียิ่งขึ้น

คำอุปมาอุปไมย หมายถึง ถ้อยคำที่เป็นสำนวนพวกหนึ่ง กล่าวทำนองเปรียบเทียบ ให้เห็นจริง เข้าใจแจ่มแจ้งชัดเจน และสละสลวยน่าฟังมากขึ้น การพูดหรือการเขียน นิยมหาคำอุปมาอุปไมยมาเติมให้ได้ความชัดเจนเกิดภาพพจน์ เข้าใจง่าย เช่น

คนดุ หากต้องการให้ความหมายชัดเจน น่าฟัง และเกิดภาพพจน์ชัดเจนก็ต้องอุปมาอุปไมยว่า “ดุ เหมือน เสือ”
ขรุขระมาก การสื่อความยังไม่ชัดเจนไม่เห็นภาพ ต้องอุปมาอุปไมยว่า “ขรุขระเหมือนผิวมะกรูด” หรือ “ขรุขระเหมือนผิวพระจันทร์” ก็จะทำให้เข้าใจ ความหมายในรูปธรรมชัดเจนมากยิ่งขึ้น

คำอุปมาอุปไมยที่ควรรู้จัก (พิมพ์คำ/ข้อความ แล้วกดปุ่ม "ค้นหา")

แนวข้อสอบ เงื่อนไขสัญลักษณ์

ครั้งที่แล้ว ได้แนะนำหลักการทำ ข้อสอบ ก.พ. ภาค ก. ความสามารถทั่วไป เงื่อนไขสัญลักษณ์ มา แล้ว ถ้าใครยังไม่ได้อ่าน ก็คลิกกลับไปอ่านได้
ความจริง ข้อสอบเงื่อนไขสัญลักษณ์ เป็นข้อสอบไม่ยาก ถ้าเข้าใจหลักการ และมีทักษะความชำนาญ ใจเย็น ๆ อย่าตื่นเต้น โดยเฉพาะการดูเครื่องหมายต่าง ๆ อย่าดูผิด เช่น เครื่องหมายมากกว่า (>) น้อยกว่า (<) เป็นต้น เพราะการแก้ปัญหาโจทย์เงื่อนไขสัญลักษณ์ หรือ inequality ก็คล้ายกับการแก้ปัญหาสมการโดยทั่วไป นั่นเอง คือ สามารถบวก ลบ คูณ หาร ด้วยจำนวนที่เท่ากัน ทั้งสองข้างของเครื่องหมายได้ กลับเศษเป็นส่วนได้ แต่ก็มีบางเรื่อง บางรายละเอียดที่แตกต่างกันบ้าง ซึ่งอ่านได้จาก ข้อสอบ ก.พ. ภาค ก. ความสามารถทั่วไป เงื่อนไขสัญลักษณ์ นะครับ ครั้งนี้ จึงเป็นการนำแนวข้อสอบ เงื่อนไขสัญลักษณ์ เพื่อนำมาฝึกทำให้เกิดทักษะความชำนาญ เพื่อจะได้ทำข้อสอบได้รวดเร็วขึ้น เพราะในห้องสอบ เวลาจัดได้ว่ามีค่ามาก ยิ่งทำเร็วและถูกต้อง ยิ่งดี คำสั่ง

เลือกตอบข้อ 1. ถ้าข้อสรุปทั้งสอง ถูกด้องหรือเป็นจริง ตามเงื่อนไข
เลือกตอบข้อ 2. ถ้าข้อสรุปทั้งลอง ผิดหรือไม่เป็นจริง ตามเงื่อนไข
เลือกตอบข้อ 3. ถ้าข้อ…

เทคนิคการทำ ข้อสอบ อนุกรม ของ ก.พ.

|ประเภทของอนุกรม เทคนิคการทำโจทย์เลข อนุกรม ข้อแนะนำเพิ่มเติม |


ข้อสอบเลขอนุกรม ของ ก.พ. ต้องการวัดความถนัดทางด้านตัวเลข โดยการจัดทำตัวเลขเป็นชุด ๆ ที่มีความสัมพันธ์กันบางอย่าง โดยให้ผู้เข้าสอบได้แสดงความถนัดด้านตัวเลข ในการวิเคราะห์และแก้ปัญหาตามที่โจทย์ระบุ


ประเภทของอนุกรม รูปแบบความสัมพันธ์ของตัวเลขอนุกรมเท่าที่พบบ่อย ๆ มีหลายประเภท เช่น

ก. อนุกรมเชิงเดี่ยว 

ได้แก่ชุดตัวเลขที่เป็นอนุกรมเพียงชุดเดียว เช่น
ค่าของตัวเลขเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอย่างเป็นระบบ โดยการบวก หรือ คูณ ตัวเลขก่อนหน้า เช่น บวกด้วยตัวเลขที่เป็นค่าคงที่ เช่น    5   10   15   20   ...?...
บวกด้วยตัวเลขที่มีระบบ เช่น     1    2    5    10   ...?...
คูณด้วยค่าคงที่ เช่น   1   3   9   27   ...?...
มีทั้ง บวก ลบ คูณ หรือหาร สลับกัน เช่น บวกแล้วคูณด้วยค่าคงที่สลับกัน ดังตัวอย่าง  5   7    14   16  32   ...... มีการ บวก ลบ คูณ หรือ หาร ร่วมกัน เช่น  15   31   63   127   255  ...?...
ในตัวอย่างนี้ จะเห็นว่า ตัวเลขตัวแรกคูณด้วย 2 และบวกด้วย 1 จะได้ตัวเลขตัวถัดไป คูณด้วยค่าคงที่ที่เป็นเศษส่วน ให้สังเกตความสัมพันธ์ว่า ตัวเลขก่อนหน้า …