ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

คาร์โบไฮเดรท

อาหารที่เรากินส่วนใหญ่มีคาร์โบไฮเดรทที่จำเป็นต่อร่างกาย ร่างกายจะย่อยคาร์โบไฮเดรทเป็นน้ำตาล ซึ่งเป็นแหล่งพลังงาน ให้เรามีแรงในการทำงาน การเคลื่อนไหวร่างกาย ถ้าขาดคาร์โบไฮเดรทอาจจะแสดงอาการ เป็นตะคริว (muscle cramps) อ่อนเพลีย สมองทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนความต้านทานต่อเชื้อโรค และความเจ็บไข้ได้ป่วยต่าง ๆ ลดลง

คาร์โบไฮเดรท ในอาหารที่เรารับประทาน สามารถแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ 2 ชนิด คือ แบบง่าย (Simple carbohydrates) และซับซ้อน

คาร์โบไฮเดรทแบบง่าย

คาร์โบไฮเดรทแบบง่าย เป็นคาร์โบไฮเดรทที่ให้ความหวาน ได้มาจากน้ำตาลบริสุทธิ์ (refined sugars) เช่น น้ำตาลทรายขาว อาหารที่ใส่น้ำตาล จะมีคาร์โบไฮเดรทแบบง่าย เช่น ขนมหวาน นม และผลไม้ โดยเฉพาะผลไม้ นอกจากจะให้ความหวานแล้ว ยังได้สารอาหารอื่น เช่น วิตามิน เกลือแร่ และใยอาหาร อีกด้วย

ร่างกายสามารถดูดซึมคาร์โบไฮเดรทชนิดนี้เข้ากระแสเลือดได้โดยตรง ในรูปของน้ำตาลกลูโคส ซึ่งให้พลังงานแก่ร่างกาย น้ำตาลกลูโคสจะไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือด ไปยังทุกส่วนของร่างกาย กลูโคสในกระแสเลือดถ้าไม่อยู่ในระดับปกติ จะทำให้เกิดโทษได้ เช่น เกิดโรคเบาหวาน

คาร์โบไฮเดรทแบบซับซ้อน

คาร์โบไฮเดรทแบบซับซ้อน ได้จากอาหารประเภทแป้ง (starches) เช่น ข้าว มัน ถั่ว เป็นต้น คาร์โบไฮเดรทชนิดนี้ ร่างกายไม่สามารถดูดซึมเข้าโดยตรง ต้องย่อยให้เป็นกลูโคสก่อน จากนั้นร่างกายจึงจะสามารถดูดซึมเข้ากระแสเลือดได้ ดังนั้นร่างกายจึงได้รับกลูโคสจากคาร์โบไฮเดรทชนิดนี้ ช้ากว่าคาร์โบไฮเดรทแบบง่าย ซึ่งสามารถดูดซึมกลูโคสได้โดยตรง

นอกจากคาร์โบไฮเดรททั้งสองประเภทแล้ว ยังมีคาร์โบไฮเดรท ประเภทอื่น ๆ อีก เช่น

คาร์โบไฮเดรทชนิดที่มี ไกลซีมิค (Glycemic) สูง

ดัชนีไกลซีมิค (glycemic index หรือ GI) เป็นการวัดความเร็วของคาร์โบไฮเดรทในการเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด ดังนั้น คาร์โบไฮเดรทที่มีไกลซีมิคสูง คือ คาร์โบไฮเดรทที่สามารถเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันน้ำตาลในเลือดสูง ร่างกายจะสร้างอินซูลิน (insulin)จำนวนมาก เพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือดให้น้อยลง ให้อยู่ในระดับปกติ โดยการเปลี่ยนกลูโคสเป็นไขมัน และสะสมไว้ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งจะเป็นผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ และทำให้มีความต้องการบริโภคคาร์โบไฮเดรทแบบง่าย (simple carb) อาหารที่มี คาร์โบไฮเดรทที่มีไกลซีมิคสูง เช่น มันฝรั่ง ข้าวโพด ขนมปังสีขาว (white bread) เป็นต้น

คาร์โบไฮเดรทชนิดที่มี ไกลซีมิค (Glycemic) ต่ำ

ถ้าต้องการลดความอ้วน ควรรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรทชนิดนี้ อาหารที่มี ไกลซีมิค (Glycemic) ต่ำ เช่น มะเขือ เห็ด มะเขือเทศ พริก แครอท หัวหอม กะหล่ำดอก บล็อกเคอรี่ แอบเปิ้ล ลูกพรุน เป็นต้น

คาร์โบไฮเดรทที่ผ่านกระบวนการทำให้บริสุทธิ์ (Refined หรือ Processed Carbs)

เป็นคาร์โบไฮเดรทที่พบในอาหารแข่แข็ง อาหารกระป๋อง หรืออาหารบรรจุกล่อง เพื่อให้สามารถเก็บไว้ได้นาน โดยมักจะมีข้อความระบุ ข้างกล่อง เช่น rolled, bleached, dehydrated (เอาน้ำออก) และ partially hydrogenated (เอาน้ำออกบางส่วน) อาหารประเภทนี้ เช่น ขนมปังสีขาว คุกกี้ เป็นต้น

คาร์โบไฮเดรท ก้บการลดความอ้วน

ถ้าต้องการลดความอ้วน ควรหลีกเลี่ยงคาร์โบไฮเดรทที่ผ่านกระบวนการ โดยเฉพาะ อาหารต่อไปนี้ เช่น น้ำผลไม้ แครกเกอร์ ขนมปังสีขาว ข้าว คุกกี้ chips เครื่องดื่มชูกำลัง น้ำอัดลม และขนมหวาน เป็นต้น


อ้างอิง
http://kidshealth.org/kid/stay_healthy/food/carb.html
http://www.buzzle.com/articles/types-of-carbohydrates.html
http://www.bodybuildingpro.com/carbdiet.html
http://www.the-gi-diet.org/lowgifoods/

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

อุปมา อุปไมย สำนวนการเปรียบเทียบ ของไทย

การเตรียมสอบ ก.พ. ภาค ก. เพื่อสอบบรรจุเข้ารับราชการ มีการทดสอบความสามารถทั่วไป มักจะมี
ข้อสอบที่เกี่ยวกับอุปมาอุปไมย  ข้อสอบมีลักษณะ ให้หาตัวเลือกที่มีความหมาย ความสัมพันธ์คล้ายคลึง หรือเหมือนกับที่โจทย์กำหนดให้มา  หรือเติมข้อความที่มีความหมายสอดคล้องกับคำอุปมาอุปไมยที่ยกมาให้ เป็นต้น ดังนั้น การเข้าใจความหมายของคำอุปมาอุปไมย จึงช่วยให้ทำข้อสอบได้ดียิ่งขึ้น

คำอุปมาอุปไมย หมายถึง ถ้อยคำที่เป็นสำนวนพวกหนึ่ง กล่าวทำนองเปรียบเทียบ ให้เห็นจริง เข้าใจแจ่มแจ้งชัดเจน และสละสลวยน่าฟังมากขึ้น การพูดหรือการเขียน นิยมหาคำอุปมาอุปไมยมาเติมให้ได้ความชัดเจนเกิดภาพพจน์ เข้าใจง่าย เช่น

คนดุ หากต้องการให้ความหมายชัดเจน น่าฟัง และเกิดภาพพจน์ชัดเจนก็ต้องอุปมาอุปไมยว่า “ดุ เหมือน เสือ”
ขรุขระมาก การสื่อความยังไม่ชัดเจนไม่เห็นภาพ ต้องอุปมาอุปไมยว่า “ขรุขระเหมือนผิวมะกรูด” หรือ “ขรุขระเหมือนผิวพระจันทร์” ก็จะทำให้เข้าใจ ความหมายในรูปธรรมชัดเจนมากยิ่งขึ้น

คำอุปมาอุปไมยที่ควรรู้จัก (พิมพ์คำ/ข้อความ แล้วกดปุ่ม "ค้นหา")

แนวข้อสอบ เงื่อนไขสัญลักษณ์

ครั้งที่แล้ว ได้แนะนำหลักการทำ ข้อสอบ ก.พ. ภาค ก. ความสามารถทั่วไป เงื่อนไขสัญลักษณ์ มา แล้ว ถ้าใครยังไม่ได้อ่าน ก็คลิกกลับไปอ่านได้
ความจริง ข้อสอบเงื่อนไขสัญลักษณ์ เป็นข้อสอบไม่ยาก ถ้าเข้าใจหลักการ และมีทักษะความชำนาญ ใจเย็น ๆ อย่าตื่นเต้น โดยเฉพาะการดูเครื่องหมายต่าง ๆ อย่าดูผิด เช่น เครื่องหมายมากกว่า (>) น้อยกว่า (<) เป็นต้น เพราะการแก้ปัญหาโจทย์เงื่อนไขสัญลักษณ์ หรือ inequality ก็คล้ายกับการแก้ปัญหาสมการโดยทั่วไป นั่นเอง คือ สามารถบวก ลบ คูณ หาร ด้วยจำนวนที่เท่ากัน ทั้งสองข้างของเครื่องหมายได้ กลับเศษเป็นส่วนได้ แต่ก็มีบางเรื่อง บางรายละเอียดที่แตกต่างกันบ้าง ซึ่งอ่านได้จาก ข้อสอบ ก.พ. ภาค ก. ความสามารถทั่วไป เงื่อนไขสัญลักษณ์ นะครับ ครั้งนี้ จึงเป็นการนำแนวข้อสอบ เงื่อนไขสัญลักษณ์ เพื่อนำมาฝึกทำให้เกิดทักษะความชำนาญ เพื่อจะได้ทำข้อสอบได้รวดเร็วขึ้น เพราะในห้องสอบ เวลาจัดได้ว่ามีค่ามาก ยิ่งทำเร็วและถูกต้อง ยิ่งดี คำสั่ง

เลือกตอบข้อ 1. ถ้าข้อสรุปทั้งสอง ถูกด้องหรือเป็นจริง ตามเงื่อนไข
เลือกตอบข้อ 2. ถ้าข้อสรุปทั้งลอง ผิดหรือไม่เป็นจริง ตามเงื่อนไข
เลือกตอบข้อ 3. ถ้าข้อ…

เทคนิคการทำ ข้อสอบ อนุกรม ของ ก.พ.

|ประเภทของอนุกรม เทคนิคการทำโจทย์เลข อนุกรม ข้อแนะนำเพิ่มเติม |


ข้อสอบเลขอนุกรม ของ ก.พ. ต้องการวัดความถนัดทางด้านตัวเลข โดยการจัดทำตัวเลขเป็นชุด ๆ ที่มีความสัมพันธ์กันบางอย่าง โดยให้ผู้เข้าสอบได้แสดงความถนัดด้านตัวเลข ในการวิเคราะห์และแก้ปัญหาตามที่โจทย์ระบุ


ประเภทของอนุกรม รูปแบบความสัมพันธ์ของตัวเลขอนุกรมเท่าที่พบบ่อย ๆ มีหลายประเภท เช่น

ก. อนุกรมเชิงเดี่ยว 

ได้แก่ชุดตัวเลขที่เป็นอนุกรมเพียงชุดเดียว เช่น
ค่าของตัวเลขเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอย่างเป็นระบบ โดยการบวก หรือ คูณ ตัวเลขก่อนหน้า เช่น บวกด้วยตัวเลขที่เป็นค่าคงที่ เช่น    5   10   15   20   ...?...
บวกด้วยตัวเลขที่มีระบบ เช่น     1    2    5    10   ...?...
คูณด้วยค่าคงที่ เช่น   1   3   9   27   ...?...
มีทั้ง บวก ลบ คูณ หรือหาร สลับกัน เช่น บวกแล้วคูณด้วยค่าคงที่สลับกัน ดังตัวอย่าง  5   7    14   16  32   ...... มีการ บวก ลบ คูณ หรือ หาร ร่วมกัน เช่น  15   31   63   127   255  ...?...
ในตัวอย่างนี้ จะเห็นว่า ตัวเลขตัวแรกคูณด้วย 2 และบวกด้วย 1 จะได้ตัวเลขตัวถัดไป คูณด้วยค่าคงที่ที่เป็นเศษส่วน ให้สังเกตความสัมพันธ์ว่า ตัวเลขก่อนหน้า …