ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

น้ำ ช่วยลดไข้

อาการไข้ (fever) เกิดจากการที่ร่างกายมีอุณหภูมิสูงมากกว่าอุณหภูมิปกติของร่างกาย ซึ่งอยู่ระหว่าง 36.5–37.5 °C (98–100 °F)

การเป็นไข้เป็นอาการปกติของร่างกาย แสดงว่า ร่างกายเรากำลังต่อสู้กับการติดเชื้อ การมีไข้จึงเป็นปฏิกิริยาที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะเป็นภาวะที่ร่างกายต่อสู้กับการติดเชื้อ โดยการทำให้สภาวะแวดล้อมไม่เหมาะกับการเจริญของเชื้อแบคทีเรียและไวรัส


เมื่อมีอาการเป็นไข้ สิ่งที่สำคัญคือต้องไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ เพราะเมื่อเป็นไข้ อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น ร่างกายต้องใช้น้ำ นอกจากนี้ การเวลาเป็นไข้มักจะมีเหงื่อออก ก็ทำให้เสียน้ำได้อีกทางหนึ่ง

ถ้ามีไข้น้อย อุณหภูมิไม่เกิน 38.8 °C ไม่จำเป็นต้องกินยา แต่ถ้าไข้ขึ้นสูงกว่า 39.4 °C ต้องรีบไปหาหมอทันที

เด็กที่มีไข้ต่ำ แต่เล่นได้ กินอาหารได้ ดื่มน้ำได้ ดูสดชื่น ยิ้มแย้มแจ่มใส อย่างนี้ให้ดื่มน้ำและพักผ่อนก็เพียงพอ

การรักษาไข้ มีหลายวิธี การใช้น้ำ ก็เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยรักษาไข้ได้

เนื่องจากผู้ที่เป็นไข้ ต้องสูญเสียน้ำออกจากร่างกาย ดังนั้น การดื่มน้ำสะอาด จึงเป็นการชดเชยน้ำที่ร่างกายสูญเสียไปอย่างมีประสิทธิภาพ น้ำที่ดื่มไม่ควรเป็นน้ำจากการกรอง สำหรับผู้ใหญ่ ควรดื่มน้ำประมาณ วันละ 10 แก้ว และเด็ก ควรได้รับน้ำวันละประมาณ 6-10 แก้ว และโดยเฉพาะ ถ้าเป็นหวัด น้ำจะช่วยขับสิ่งที่ไม่ดีออกจากร่างกายด้วยอีกทางหนึ่ง

การอาบน้ำอุ่นก็เป็นวิธีหนึ่งที่แนะนำเมื่อมีอาการไข้ สวมเสื้อผ้าสบาย อากาศถ่ายเทสะดวก ไม่ควรใช้น้ำแข็งประคบ หรืออาบน้ำเย็น ซึ่งจะทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายได้



อ้างอิง
http://en.wikipedia.org/wiki/Fever
http://www.freedrinkingwater.com/water-education3/18-water-fever.htm
http://www.natural-homeremedies.org/homeremedies-fevers.htm
http://www.nmd.go.th/preventmed/self/commoncold.html

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

อุปมา อุปไมย สำนวนการเปรียบเทียบ ของไทย

การเตรียมสอบ ก.พ. ภาค ก. เพื่อสอบบรรจุเข้ารับราชการ มีการทดสอบความสามารถทั่วไป มักจะมี
ข้อสอบที่เกี่ยวกับอุปมาอุปไมย  ข้อสอบมีลักษณะ ให้หาตัวเลือกที่มีความหมาย ความสัมพันธ์คล้ายคลึง หรือเหมือนกับที่โจทย์กำหนดให้มา  หรือเติมข้อความที่มีความหมายสอดคล้องกับคำอุปมาอุปไมยที่ยกมาให้ เป็นต้น ดังนั้น การเข้าใจความหมายของคำอุปมาอุปไมย จึงช่วยให้ทำข้อสอบได้ดียิ่งขึ้น

คำอุปมาอุปไมย หมายถึง ถ้อยคำที่เป็นสำนวนพวกหนึ่ง กล่าวทำนองเปรียบเทียบ ให้เห็นจริง เข้าใจแจ่มแจ้งชัดเจน และสละสลวยน่าฟังมากขึ้น การพูดหรือการเขียน นิยมหาคำอุปมาอุปไมยมาเติมให้ได้ความชัดเจนเกิดภาพพจน์ เข้าใจง่าย เช่น

คนดุ หากต้องการให้ความหมายชัดเจน น่าฟัง และเกิดภาพพจน์ชัดเจนก็ต้องอุปมาอุปไมยว่า “ดุ เหมือน เสือ”
ขรุขระมาก การสื่อความยังไม่ชัดเจนไม่เห็นภาพ ต้องอุปมาอุปไมยว่า “ขรุขระเหมือนผิวมะกรูด” หรือ “ขรุขระเหมือนผิวพระจันทร์” ก็จะทำให้เข้าใจ ความหมายในรูปธรรมชัดเจนมากยิ่งขึ้น

คำอุปมาอุปไมยที่ควรรู้จัก (พิมพ์คำ/ข้อความ แล้วกดปุ่ม "ค้นหา")

แนวข้อสอบ เงื่อนไขสัญลักษณ์

ครั้งที่แล้ว ได้แนะนำหลักการทำ ข้อสอบ ก.พ. ภาค ก. ความสามารถทั่วไป เงื่อนไขสัญลักษณ์ มา แล้ว ถ้าใครยังไม่ได้อ่าน ก็คลิกกลับไปอ่านได้
ความจริง ข้อสอบเงื่อนไขสัญลักษณ์ เป็นข้อสอบไม่ยาก ถ้าเข้าใจหลักการ และมีทักษะความชำนาญ ใจเย็น ๆ อย่าตื่นเต้น โดยเฉพาะการดูเครื่องหมายต่าง ๆ อย่าดูผิด เช่น เครื่องหมายมากกว่า (>) น้อยกว่า (<) เป็นต้น เพราะการแก้ปัญหาโจทย์เงื่อนไขสัญลักษณ์ หรือ inequality ก็คล้ายกับการแก้ปัญหาสมการโดยทั่วไป นั่นเอง คือ สามารถบวก ลบ คูณ หาร ด้วยจำนวนที่เท่ากัน ทั้งสองข้างของเครื่องหมายได้ กลับเศษเป็นส่วนได้ แต่ก็มีบางเรื่อง บางรายละเอียดที่แตกต่างกันบ้าง ซึ่งอ่านได้จาก ข้อสอบ ก.พ. ภาค ก. ความสามารถทั่วไป เงื่อนไขสัญลักษณ์ นะครับ ครั้งนี้ จึงเป็นการนำแนวข้อสอบ เงื่อนไขสัญลักษณ์ เพื่อนำมาฝึกทำให้เกิดทักษะความชำนาญ เพื่อจะได้ทำข้อสอบได้รวดเร็วขึ้น เพราะในห้องสอบ เวลาจัดได้ว่ามีค่ามาก ยิ่งทำเร็วและถูกต้อง ยิ่งดี คำสั่ง

เลือกตอบข้อ 1. ถ้าข้อสรุปทั้งสอง ถูกด้องหรือเป็นจริง ตามเงื่อนไข
เลือกตอบข้อ 2. ถ้าข้อสรุปทั้งลอง ผิดหรือไม่เป็นจริง ตามเงื่อนไข
เลือกตอบข้อ 3. ถ้าข้อ…

เทคนิคการทำ ข้อสอบ อนุกรม ของ ก.พ.

|ประเภทของอนุกรม เทคนิคการทำโจทย์เลข อนุกรม ข้อแนะนำเพิ่มเติม |


ข้อสอบเลขอนุกรม ของ ก.พ. ต้องการวัดความถนัดทางด้านตัวเลข โดยการจัดทำตัวเลขเป็นชุด ๆ ที่มีความสัมพันธ์กันบางอย่าง โดยให้ผู้เข้าสอบได้แสดงความถนัดด้านตัวเลข ในการวิเคราะห์และแก้ปัญหาตามที่โจทย์ระบุ


ประเภทของอนุกรม รูปแบบความสัมพันธ์ของตัวเลขอนุกรมเท่าที่พบบ่อย ๆ มีหลายประเภท เช่น

ก. อนุกรมเชิงเดี่ยว 

ได้แก่ชุดตัวเลขที่เป็นอนุกรมเพียงชุดเดียว เช่น
ค่าของตัวเลขเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอย่างเป็นระบบ โดยการบวก หรือ คูณ ตัวเลขก่อนหน้า เช่น บวกด้วยตัวเลขที่เป็นค่าคงที่ เช่น    5   10   15   20   ...?...
บวกด้วยตัวเลขที่มีระบบ เช่น     1    2    5    10   ...?...
คูณด้วยค่าคงที่ เช่น   1   3   9   27   ...?...
มีทั้ง บวก ลบ คูณ หรือหาร สลับกัน เช่น บวกแล้วคูณด้วยค่าคงที่สลับกัน ดังตัวอย่าง  5   7    14   16  32   ...... มีการ บวก ลบ คูณ หรือ หาร ร่วมกัน เช่น  15   31   63   127   255  ...?...
ในตัวอย่างนี้ จะเห็นว่า ตัวเลขตัวแรกคูณด้วย 2 และบวกด้วย 1 จะได้ตัวเลขตัวถัดไป คูณด้วยค่าคงที่ที่เป็นเศษส่วน ให้สังเกตความสัมพันธ์ว่า ตัวเลขก่อนหน้า …