ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

การตรวจสอบวันเกินกำหนด ด้วยสูตร edate() ของ Excel 2010

ได้เสนอเรื่อง การตรวจสอบวันหมดอายุ หรือ เกินกำหนด โดยกำหนดช่วงเวลาเป็นวัน คราวนี้ จะเสนอการตรวจสอบ โดยกำหนดระยะเวลาเป็นเดือน เช่น ให้เวลา 6 เดือน จึงหมดกำหนด เป็นต้น

ตัวอย่าง


จากภาพ จะเห็นมีวันเริ่ม วันที่ปัจจุบัน และ จำนวนระยะเวลาที่กำหนด เป็นเดือน จากข้อมูล จะเห็นว่า เวลาที่เกินกว่า 6 เดือน จะมีพื้นเป็นสีแดง

วิธีการ

ทำเช่นเดียวกันกับ การตรวจสอบวันหมดอายุ หรือ เกินกำหนด ซึ่งกำหนดระยะเวลา เป็นวัน แต่คราวนี้ จะกำหนดเวลาเป็นเดือน

ข้อต่างกัน คือ การใช้สูตร ในการกำหนดรูปแบบเซลล์ ซึ่งจะใช้สูตร edate()

สูตร edate() ใช้สำหรับการหาวันล่วงหน้าโดยกำหนดระยะเวลาเป็นเดือน รูปแบบคือ

EDATE( start_date, months )

start_date จะต้องอยู่ในรูปแบบวันที่ ส่วน months คือจำนวนเดือนที่ต้องการ เช่น


จากภาพ ข้อมูลในเซลล์ B1 เกิดจากการกำหนดให้เวลาล่วงหน้า จากเซลล์ A1 (7 พ.ค. 54)เป็นเวลา 6 เดือน โดยใช้สูตร =edate(A2,6) ได้ผลลัพธ์เป็น 7 พ.ย. 54

เราจะใช้สูตรนี้ ในการกำหนดรูปแบบของเซลล์ที่มีวันที่เกินกำหนดเดือนที่ระบุ

วิธีการ
  1. ให้ทำตามขั้นตอน ในเรื่อง การตรวจสอบวันหมดอายุ หรือ เกินกำหนด โดยต้องจัดรูปแบบใช้วันที่ปฏิทินพุทธศักราช พร้อมทั้งกำหนด ให้ป้อนวันที่ที่สอดคล้องกับปฏิทินที่เลือก และพิมพ์ข้อมูลตามตำแหน่ง ดังภาพ


  2. สูตรในเซลล์ D2 คือ =today()
  3. เมื่อถึงขั้นการเขียนสูตร ให้เขียนสูตรดังนี้
    =($D$2-EDATE(B2,$E$2))>=1
  4. เมื่อคัดลอกรูปแบบไปคลุมเซลล์ข้อมูลวันเริ่มต้น จะได้ ดังนี้
  5. ทดสอบโดยการเปลี่ยนระยะเวลาจำนวนเดือน จะเห็นข้อมูลถูกปรับตามที่กำหนด

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

อุปมา อุปไมย สำนวนการเปรียบเทียบ ของไทย

การเตรียมสอบ ก.พ. ภาค ก. เพื่อสอบบรรจุเข้ารับราชการ มีการทดสอบความสามารถทั่วไป มักจะมี
ข้อสอบที่เกี่ยวกับอุปมาอุปไมย  ข้อสอบมีลักษณะ ให้หาตัวเลือกที่มีความหมาย ความสัมพันธ์คล้ายคลึง หรือเหมือนกับที่โจทย์กำหนดให้มา  หรือเติมข้อความที่มีความหมายสอดคล้องกับคำอุปมาอุปไมยที่ยกมาให้ เป็นต้น ดังนั้น การเข้าใจความหมายของคำอุปมาอุปไมย จึงช่วยให้ทำข้อสอบได้ดียิ่งขึ้น

คำอุปมาอุปไมย หมายถึง ถ้อยคำที่เป็นสำนวนพวกหนึ่ง กล่าวทำนองเปรียบเทียบ ให้เห็นจริง เข้าใจแจ่มแจ้งชัดเจน และสละสลวยน่าฟังมากขึ้น การพูดหรือการเขียน นิยมหาคำอุปมาอุปไมยมาเติมให้ได้ความชัดเจนเกิดภาพพจน์ เข้าใจง่าย เช่น

คนดุ หากต้องการให้ความหมายชัดเจน น่าฟัง และเกิดภาพพจน์ชัดเจนก็ต้องอุปมาอุปไมยว่า “ดุ เหมือน เสือ”
ขรุขระมาก การสื่อความยังไม่ชัดเจนไม่เห็นภาพ ต้องอุปมาอุปไมยว่า “ขรุขระเหมือนผิวมะกรูด” หรือ “ขรุขระเหมือนผิวพระจันทร์” ก็จะทำให้เข้าใจ ความหมายในรูปธรรมชัดเจนมากยิ่งขึ้น

คำอุปมาอุปไมยที่ควรรู้จัก (พิมพ์คำ/ข้อความ แล้วกดปุ่ม "ค้นหา")

แนวข้อสอบ เงื่อนไขสัญลักษณ์

ครั้งที่แล้ว ได้แนะนำหลักการทำ ข้อสอบ ก.พ. ภาค ก. ความสามารถทั่วไป เงื่อนไขสัญลักษณ์ มา แล้ว ถ้าใครยังไม่ได้อ่าน ก็คลิกกลับไปอ่านได้
ความจริง ข้อสอบเงื่อนไขสัญลักษณ์ เป็นข้อสอบไม่ยาก ถ้าเข้าใจหลักการ และมีทักษะความชำนาญ ใจเย็น ๆ อย่าตื่นเต้น โดยเฉพาะการดูเครื่องหมายต่าง ๆ อย่าดูผิด เช่น เครื่องหมายมากกว่า (>) น้อยกว่า (<) เป็นต้น เพราะการแก้ปัญหาโจทย์เงื่อนไขสัญลักษณ์ หรือ inequality ก็คล้ายกับการแก้ปัญหาสมการโดยทั่วไป นั่นเอง คือ สามารถบวก ลบ คูณ หาร ด้วยจำนวนที่เท่ากัน ทั้งสองข้างของเครื่องหมายได้ กลับเศษเป็นส่วนได้ แต่ก็มีบางเรื่อง บางรายละเอียดที่แตกต่างกันบ้าง ซึ่งอ่านได้จาก ข้อสอบ ก.พ. ภาค ก. ความสามารถทั่วไป เงื่อนไขสัญลักษณ์ นะครับ ครั้งนี้ จึงเป็นการนำแนวข้อสอบ เงื่อนไขสัญลักษณ์ เพื่อนำมาฝึกทำให้เกิดทักษะความชำนาญ เพื่อจะได้ทำข้อสอบได้รวดเร็วขึ้น เพราะในห้องสอบ เวลาจัดได้ว่ามีค่ามาก ยิ่งทำเร็วและถูกต้อง ยิ่งดี คำสั่ง

เลือกตอบข้อ 1. ถ้าข้อสรุปทั้งสอง ถูกด้องหรือเป็นจริง ตามเงื่อนไข
เลือกตอบข้อ 2. ถ้าข้อสรุปทั้งลอง ผิดหรือไม่เป็นจริง ตามเงื่อนไข
เลือกตอบข้อ 3. ถ้าข้อ…

เทคนิคการทำ ข้อสอบ อนุกรม ของ ก.พ.

|ประเภทของอนุกรม เทคนิคการทำโจทย์เลข อนุกรม ข้อแนะนำเพิ่มเติม |


ข้อสอบเลขอนุกรม ของ ก.พ. ต้องการวัดความถนัดทางด้านตัวเลข โดยการจัดทำตัวเลขเป็นชุด ๆ ที่มีความสัมพันธ์กันบางอย่าง โดยให้ผู้เข้าสอบได้แสดงความถนัดด้านตัวเลข ในการวิเคราะห์และแก้ปัญหาตามที่โจทย์ระบุ


ประเภทของอนุกรม รูปแบบความสัมพันธ์ของตัวเลขอนุกรมเท่าที่พบบ่อย ๆ มีหลายประเภท เช่น

ก. อนุกรมเชิงเดี่ยว 

ได้แก่ชุดตัวเลขที่เป็นอนุกรมเพียงชุดเดียว เช่น
ค่าของตัวเลขเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอย่างเป็นระบบ โดยการบวก หรือ คูณ ตัวเลขก่อนหน้า เช่น บวกด้วยตัวเลขที่เป็นค่าคงที่ เช่น    5   10   15   20   ...?...
บวกด้วยตัวเลขที่มีระบบ เช่น     1    2    5    10   ...?...
คูณด้วยค่าคงที่ เช่น   1   3   9   27   ...?...
มีทั้ง บวก ลบ คูณ หรือหาร สลับกัน เช่น บวกแล้วคูณด้วยค่าคงที่สลับกัน ดังตัวอย่าง  5   7    14   16  32   ...... มีการ บวก ลบ คูณ หรือ หาร ร่วมกัน เช่น  15   31   63   127   255  ...?...
ในตัวอย่างนี้ จะเห็นว่า ตัวเลขตัวแรกคูณด้วย 2 และบวกด้วย 1 จะได้ตัวเลขตัวถัดไป คูณด้วยค่าคงที่ที่เป็นเศษส่วน ให้สังเกตความสัมพันธ์ว่า ตัวเลขก่อนหน้า …