วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2555

อาหารแก้ปวด

คุณหมอดาลี่ (Dr. Daliah Wachs) พูดถึงอาการปวด เช่นปวดหลัง ปวดข้อ เป็นปฏิกริยาของร่างกายที่ต้องการป้องกันตัวเอง เพื่อการรักษาตัวเอง เช่น เมื่อเกิดอบัติเหตุขาแพลง ร่างกายก็จะทำให้ส่วนนั้นบวม เพื่อไม่ให้เคลื่อนไหว นี่เป็นระบบหนึ่งของภูมิคุ้มกันของร่างกาย ยาแก้ปวดเป็นการกลบเกลื่อนอาการปวด โดยไปทำงานที่สมองเพื่อไม่ให้สมองรับรู้อาการปวด ไม่ได้รักษาที่ต้นเหตุ เป็นเพียงการจัดการกับอาการปวด (pain management) เท่านั้น

ผู้ที่มีอาการปวดหลัง ปวดข้อ นอกจากจะไปหาหมอและรักษาอาการด้วยยาต่าง ๆ เพื่อบรรเทาอาการปวดแล้ว ยังมีทางเลือกอีกอย่างคือ การกินอาหาร มีอาหารหลายอย่างที่สามารถแก้อาการปวดได้ซึ่งดีกว่าการรักษาอาการปวดด้วยยา เพราะอาหารพวกไม่ทำให้เกิดอาการข้างเคียงเหมือนการกินยา

อาการปวดเกิดจากการอักเสบ ดังนั้นอาหารที่ลดอาการอักเสบ(anti-inflammatory foods ) จะช่วยรักษาอาการปวดได้ เช่น อาหารที่ให้โอเมก้า 3 และพืชผักหลายชนิด เมื่อรับประทานแล้ว สามารถแก้ปวดได้

ขิง(Ginger)
คนอินเดียใช้ขิงรักษาอาการปวดและการอักเสบ(inflammation) จากการวิจัยของอินเดียพบว่า ขิงสามารถบรรเทาอาการเจ็บกล้ามเนื้อได้ ขนาดที่รับประทานคือ วันละ 500-1,000 มิลลิกรัม

ขมิ้น (Turmeric)
curcumin ซึ่งเป็นสารสีเหลืองในขมิ้น มีฤทธิ์ในทางการรักษาอาการปวด ซึ่งพบว่าสามารถใช้รักษาได้ดีกว่าการรักษาด้วยสเตอรอย(steroid medications) สามารถใช้รักษาอาการปวดข้อได้ดีกว่าการใช้ เช่นเดียวกับการใช้ยาที่ระงับเอ็นไซม์  COX-1 and COX-2  ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคปวดข้อ

เชอรี่(Cherries)
สารสกัดจากเชอรี่ มีประสิทธิภาพในการบรรเทาอาการอักเสบได้มากกว่าแอสไพริน(aspirin)ถึง 10 เท่า

ผักสีเขียวเข้ม(Dark Green Veggies)
ผักสีเขียวเข้ม มีแคลเซี่ยมและแมกนีเซี่ยมสูง ซึ่งสามารถช่วยบรรเทาอาการอักเสบได้ เช่น คะน้า และผักขม(spinach) เป็นต้น

ปลาทู ปลากระป๋อง (Mackerel)
ปลาทูมีกรดโอเมก้า 3 ที่ต้านอาการอักเสบและอาการปวดได้ โดยเฉพาะอาการปวดตามข้อต่าง ๆ (arthritis) ไขมันปลา(Fish oil) ช่วยระบบภูมิคุ้มกันของร่าง โดยการระงับการปล่อยสาร cytokines ซึ่งเป็นสารที่ทำลายข้อต่อต่าง ๆ

นอกจากนี้ยังมีอาหารอื่น ๆ อีกที่ต้านการอักเสบ เช่น ชาเขียว ผักสีสด ผลไม้ทั้งลูก น้ำบริสุทธิ์ น้ำมันมะกอก organic oatmeal (regular, not instant) เครื่องเทศกลิ่นฉุน เช่น กระเทียม หอม เป็นต้น

คุณหมอดาลี่ ให้ชื่ออาหารที่ช่วยเรื่องอาการปวดอีกหลายอย่าง เช่น ถั่วเหลือง (Soy) หอยบางชนิด สาหร่ายทะเล อาหารที่มีวิตามินซี มะละกอ พริก (เช่น red pepper, green pepper, bell pepper) ฝรั่ง ฟักทอง หอม เป็นต้น

วันศุกร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2555

น้ำตาลอันตราย

ตั้งชื่อเรื่องนี้ไว้น่ากลัว ความจริงน้ำตาลมีทั้งคุณและโทษถ้าหากกินมากเกินไป

ด้านคุณของน้ำตาลคือ น้ำตาลเป็นพลังงานหล่อเลี้ยงชีวิตทุกชีวิต ไม่ว่าจะเป็น คน พืช หรือสัตว์ ต้องการน้ำตาลเพื่อการมีชีวิตอยู่ทั้งนั้น

ด้านโทษ น้ำตาลนำมาซึ่งความเสี่ยงต่อโรคภัย ความเจ็บป่วยต่าง ๆ ที่เรียกว่า Metabolic Syndrome ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจ เส้นเลือดในสมองแตก (stroke)  เบาหวาน ไขมันในตับ มะเร็ง ความจำเสื่อม และ แก่เร็ว เป็นต้น

น้ำตาลที่ได้จากธรรมชาติ เช่น การกินผลไม้ทั้งลูก ไม่ค่อยน่าเป็นห่วงเพราะผลไม้มีเส้นใยที่ช่วยให้การดูดซึมน้ำตาลไม่เป็นไปอย่างฮวบฮาบ นอกจากนี้ยังได้สารอาหารอื่น ๆ เช่น วิตามินต่าง ๆ อีกด้วย มีคำแนะนำว่า ให้กินผลไม้ แต่อย่าดื่มผลไม้

แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ การกินอาหารสำเร็จรูปที่มีการใส่น้ำตาลลงไป ที่เรียกว่าเป็น Added Sugar ในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง น้ำผลไม้ และคุกกี้ เป็นต้น อันตรายที่เกิดจาก ฟรุตโตส (Fructose) ในน้ำตาลในอาหารสำเร็จรูปสามารถก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตได้


Dr. Robert Lustig มหาวิทยาลัย แคลิฟอร์เนีย (UCSF) ทำการศึกษาเรื่องโรคอ้วนของเด็ก ลงท้ายสรุปว่า น้ำตาลเป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งมวล น้ำตาลเป็นสารพิษ (โดยเฉพาะน้ำตาลที่ใส่เข้าไปในอาหารต่าง ๆ โดยมนุษย์ ที่เรียกว่าเป็น added sugar) น้ำตาลเป็นสิ่งเสพติดเหมือนเหล้าและแอลกอฮอล์ น้ำตาลควรมีการควบคุมโดยรัฐ อย่างไรก็ตาม Dr. Lustig ไม่ได้ต่อต้านน้ำตาลจากผลไม้ในธรรมชาติที่รับประทานโดยปกติ ไม่มีการนำมาปรุงแต่ง ดังนั้นจึงควรกินผลไม้เป็นลูก ควรหลีกเลี่ยงน้ำผลไม้คั้น Dr. Lustig บอกว่า You are not what you eat, but you are what you do to what you eat. คือ ถ้ากินธรรมดา ก็คงไม่เป็นไร แต่เอาอาหารมากระทำก่อนกิน นี่แหละปัญหา เช่น อุตสาหกรรมอาหาร ทำอาหารสำเร็จรูป (โดยเฉพาะน้ำอัดลม) เอาน้ำตาลเติมเข้าไป เพื่อให้อร่อย ให้คนติด เอาเส้นใยพืชออกเพื่อให้ปรุงได้อย่างรวดเร็ว (หมายถึงพวกอาหาร fast food ต่าง ๆ) และเก็บได้นาน ๆ เป็นต้น ควรกินอาหารจริง (real food) เช่นพืชผักผลไม้ ไม่ใช่อาหารที่ถูกกระทำ (processed food) เช่น น้ำอัดลม และ junk food เป็นต้น

น้ำตาลประกอบด้วย ทั้งไขมันและคาร์โบไฮเดครท น้ำตาลประกอบด้วยโมเลกุล 2 ตัว คือ กลูโคส(Glucose) และฟรุตโตส

กลูโคส คือพลังของชีวิต สิ่งมีชีวิตต้องการกลูโคสในการดำรงชีวิตอยู่ ถ้าคนเราขาดกลูโคส ร่างกายก็จะสร้างขึ้นเอง กลูโคสจำนวน 20 % เท่านั้น ที่ถูกส่งไปที่ตับ ที่เหลือจะส่งไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย
ฟรุตโตส ทั้งหมดจะถูกส่งไปที่ตับเพียงแห่งเดียวเท่านั้น เพราะอวัยวะอื่น ไม่สามารถเผาผลาญ (metabolize)  ฟรุตโตสเป็นพลังงานได้ ฟรุตโตสคือสิ่งที่ทำให้น้ำตาลมีความหวาน ฟรุตโตสคือวายร้ายที่เป็นพิษ มีฤทธิ์การทำลายเหมือนกับแอลกอฮอล์ ทำให้เกิดไขมันในตับ เกิดภาวะต้านอินซูลิน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ความจำเสื่อม มะเร็ง และเบาหวาน เป็นต้น

ฟรุตโตส มีข้อดีคือเป็นแหล่งพลังงาน เป็นสารอาหารที่ให้พลังงาน เช่น ถ้าอดอาหาร หรือร่างกายขาด glycogen เนื่องจากการออกกำลังกายอย่างหนัก ฟรุตโตสจะเป็นแหล่งสร้างพลังงานทดแทนขึ้นมาได้ อย่างดี แต่ปัญหาคือ ถ้าร่างกายไม่ใช้พลังงาน ไม่ได้ออกกำลังกาย ตับจะเปลี่ยนฟรุตโตสเป็นไขมัน ซึ่งสิ่งนี้แหละที่เป็นตัวปัญหา ที่จะทำให้เกิด  Metabolic Syndrome ซึ่งอาจจะนำพาโรคร้ายต่าง ๆ ที่กล่าวมาได้

หลายคนบอกว่า การออกกำลังช่วยได้ ช่วยเผาผลาญพลังงานที่เกินออกไป แต่ Dr. Lustig บอกว่า คำพูดนั้นถูกต้อง แต่คนทำไม่ได้ เพราะถูกบังคับด้วยพลังชีวเคมี (bio-chemical drive) ของร่างกาย โดยฮอร์โมนในร่างกายที่เรียกว่า โฮร์โมนเลบติน (Leptin) ทำให้กินโดยไม่รู้ตัว ไม่รู้สึกอิ่ม จึงกินมาก นอกจากนี้ การเผาผลายแคลอรี่ที่ได้จากอาหารยังต้องการการออกกำลังกายที่ค่อนข้างมาก โดยเฉลี่ย การเผาผลาญพล้งงาน 100 แคลอลี่ ต้องออกกำลังด้วยการเดิน ประมาณ 1 ไมล์ หรือประมาณ 1.6 กิโลเมตร น้ำอัดลม 1 กระป๋อง ขนาด 12 ออนซ์ (355 มิลลิกรัม) มีน้ำตาล 39 กรัม ให้พลังงานจากน้ำตาล 140 แคลอลี่ ยิ่งถ้ากินมากกว่า 1 กระป๋อง รวมกับแคลอลี่ ที่ได้จากอาหารอื่น ๆ แล้ว ไม่รู้ว่า จะต้องเดินกันวันละกี่กิโล

โฮร์โมนเลบติน เป็นโฮร์โมนจากเซลไขมันไปสู่สมอง เพื่อทำหน้าที่ควบคุมปริมาณการรับประทานไม่ให้มากเกินไป ฮอร์โมนเลบตินส่งสัญญาณไปยังสมอง เพื่อบอกให้ทราบว่า มีพลังงานเพียงพอแล้ว  อินซูลิน ซึ่งสร้างโดยตับอ่อน (pancreas) เพื่อควบคุมระดับน้ำตาล จะไปบลอคไม่ไห้เลบตินทำงาน
เพราะฉะนั้น ยิ่งกินน้ำตาลมาก ตับอ่อนก็ยิ่งสร้างอินซูลินมาก และอินซูลินจะไปบล็อก ฮอร์โมนที่ทำหน้าที่บอกว่าอิ่มแล้ว ไม่ให้ทำงาน ก็วนเวียนกันอยู่เช่นนี้ ทำให้คนกินโดยไม่รู้ตัว เป็นการถูกบังคับโดยร่างกายของเราเอง ซึ่งเป็นผลมาจากการกระทำของเราเอง เนื่องจากไม่มีความรู้สึกว่าอิ่ม จึงกินไปเรื่อย

การเกิดภาวะต้านอินซูลิน (insulin resistance) ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากฟรุตโตสในน้ำตาลที่เรากินเข้าไป ทำให้อินซูลิน เข้าไปทำหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ จึงทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดมีปริมาณสูง ตับอ่อนซึ่งทำหน้าที่ผลิตอินซูลินเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลทำหน้าที่ตรวจสอบระดับน้ำตาล เมื่อเห็นมีปริมาณสูง ก็จะสร้างอินซูลินเพิ่มขึ้น แต่อินซูลินทำงานไม่ได้ เป็นผลให้ตับอ่อนยิ่งสร้างอินซูลินมากขึ้น อย่างนี้ เหมือนกับสมการไม่รู้จบ การมีอินซูลินมากขึ้นทำให้เสี่ยงต่อการมีปัญหาตามมาหลายอย่าง เช่น โรคอ้วน เบาหวาน มะเร็ง เป็นต้น


อย่างไรก็ตาม ก็มีผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับ Dr. Lustig โดยให้เหตุผลว่า การแยกศึกษาเฉพาะเรื่องน้ำตาลไม่เป็นธรรมชาติ เพราะคนไม่ได้กินน้ำตาลอย่างเดียว แต่กินอาหารอื่น ๆ ประกอบด้วย ซึ่งมีผลต่อการย่อยสลายน้ำตาล

จะอย่างไรก็ตาม น้ำตาลกินมากไม่น่าจะดี ข้อแนะนำคือ วันละไม่น่าจะเกิน 6 ช้อนชา คำว่า 6 ช้อนชา หมายความรวมถึงน้ำตาลทุกประเภท ไม่ใช่เฉพาะน้ำตาลที่เติมเองในอาหาร เช่น กาแฟ แต่ให้รวมถึงน้ำตาลที่้มีอยู่ในอาหารที่เรากินตามปกติด้วย เช่น ในแกง ในอาหารสำเร็จรูปต่าง ๆ ในอาหารเคี้ยวกรอบ ของกินเล่น เป็นต้น

สุขภาพดีไม่มีขาย อยากได้ต้องหมั่นดูแลรักษาเอง นะครับ


วิดีโอ: Sugar: The Bitter Truth โดย นายแพทย์ Professor Dr. Robert Lustig มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย (UCSF)




อ้างอิง/เกี่ยวข้อง

1. The Skinny on Obesity http://www.youtube.com/watch?v=h0zD1gj0pXk&list=PL39F782316B425249&feature=plpp_play_all
2. Is Sugar Toxic? จาก http://whyy.org/cms/radiotimes/2012/03/01/is-sugar-toxic/ (WHYY)
3. Dr. Lustig ให้สัมภาษณ์รายการวิทยุ http://www.wnyc.org/shows/heresthething/2012/jul/02/ (WNYC)
4. รายการโทรทัศน์ 60 Minutes/CBS: Is Sugar Toxic? http://www.cbsnews.com/video/watch/?id=7403942n
5. รายการวิทยุ: Sugar and Health http://www.kqed.org/a/forum/R201104211000 (KQED)
6. Breaking Your Sugar Addiction http://www.sparkpeople.com/resource/nutrition_articles.asp?id=1663
7. The Truth About Sugar http://www.sparkpeople.com/resource/nutrition_articles.asp?id=1663
8. Toxic Sugar? รายการวิทยุ OPB http://www.opb.org/thinkoutloud/shows/sugar-toxic/
9. รายการวิทยุ The Trouble with Sugar http://www.kqed.org/a/forum/R201202030900 (KQED)
10. Sugar: A Sweetener Gone Sour?  http://blogs.kqed.org/stateofhealth/2012/02/01/sugar-a-sweetener-gone-sour/
11. Freedom From Sugar http://www.thekathleenshow.com/2011/07/17/freedom-from-sugar-robert-lustig-md/
12. Getting Sour on Sugar http://www.nhpr.org/post/getting-sour-sugar (NPHR: New Hampshire Public Radio)






วันอังคารที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Access 2010 Type mismatch

เปิด recordset ในตารางของฐานข้อมูล Access 2010 ด้วยคำสั่ง

Set rst = dbs.OpenRecordset("SELECT * FROM .....)

แล้วเกิดข้อผิดพลาด Type mismatch (Runtime error '13") ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อน (Access 2003) เคยทำได้ไม่มีปัญหา

สาเหตุ
 
เมื่อก่อน Access 97 กำหนดให้ DAO เป็นค่าเริ่มต้น สำหรับ Microsoft Data Access Objects ต่อมา Access 200 ได้กำหนดให้ ADO เป็นค่าเริ่มต้น
 
การแก้ไข
 
ในการประกาศตัวแปร สำหรับฐานข้อมูล (db) และ Recordset (rst) ให้ระบุว่าเป็น DAO ด้วย ก็จะแก้ปัญหา ไม่เกิด Error อีกต่อไป เช่น
 
Dim dbs As DAO.Database
Dim rst As DAO.Recordset
Set dbs = CurrentDb
Set rst = dbs.OpenRecordset("SELECT * FROM tblCustomers WHERE custID = 99999999")
 




วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ระวัง แกสเรดอน ทำให้เกิดมะเร็งปอด

แกสเรดอน (Radon gas) เป็นแกสกัมมันตรังสี เกิดเองโดยธรรมชาติจากการย่อยสลายของ ยูเรเนียม ธอเรียม และเรเดียม ในหินและดิน แกสเรดอน ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ไม่สี ไม่มีกลิ่น สามารถเล็ดลอดเข้าสู่บ้านเรือนได้ผ่านทางพื้นดิน ตามรอยแตกของพื้นบ้าน หรือท่อน้ำ

แกสเรดอนสามารถละลายอยู่ในน้ำใต้ดินได้ ในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ปริมาณของแกสเรดอนจะมีไม่มากเท่ากับบริเวณที่อับ การระบายอากาศไม่ดี

ถ้ามีแกสเรดอนสะสมอยู่ในจำนวนเกินกว่า 4  pCi/L (pico Curies per Liter) ถือว่า เป็นปริมาณที่อยู่ในระดับอันตราย สามารถทำให้เกิดมะเร็งปอดได้ เพราะแกสเรดอนจะปล่อยอนุภาคกัมมันตรังสี (radioactive particles) ซึ่งเมื่อคนหายใจเข้าไป อนุภาคกัมมันตรังสีนี้ จะไปทำลายเซลล์ในปอด ถ้าหายใจเข้าไปนาน ๆ จะทำให้เกิดมะเร็งในปอดได้

ในประเทศอเมริกา พบว่า ในแต่ละปีมีผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งปอดและเสียชีวิตเนื่องมาจากแกสเรดอน มีจำนวนมากกว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากการขับรถในขณะมึนเมาเสียอีก

สำหรับประเทศไทย ก็มีการศึกษาระดับปริมาณแกสเรดอน และพบว่ามีแกสเรดอนในปริมาณที่แตกต่างกันในแต่ละจังหวัด ในอาคารตึกและบ้านเรือน ก็พบว่ามีแกสเรดอนเหมือนกัน

ประเทศแคนาดาและอเมริกาแนะนำให้ประชาชนวัดปริมาณแกสเรดอนเป็นประจำทุกปี โดยใช้ชุดเครื่องมือตรวจสอบแกสเรดอนที่สามารถซื้อมาตรวจสอบได้ด้วยตนเอง ประเทศแคนาดากำหนดเกณฑ์มาตรฐานปริมาณแกสเรดอน ไม่เกิน 200 Bq/m³ ถ้าพบว่ามีปริมาณเกินเกณฑ์ ให้ติดต่อ Canadian National Radon Proficiency Program เพื่อจัดการลดปริมาณแกสเรอน

สำหรับประเทศไทย ผมยังไม่พบว่ามีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ หรือถ้าใครทราบช่วยแจ้งให้ทราบด้วยนะก็ดี นะครับ

การช่วยตนเองในการป้องกันตนเองจากแกสเรดอน ทำได้ไม่ยาก โดยการยารอยรั่วที่บริเวณพื้นบ้าน ไม่ให้แกสซึมเข้าบ้านได้ นอกจากนี้ก็จัดให้มีการระบายอากาศที่ดี ก็จะช่วยได้อีกทางหนึ่ง

แกสเรดอนเป็นแกสอันตรายจากธรรมชาติ เป็นภัยที่มองไม่เห็น แต่พอป้องกันตนเองได้


อ้างอิง
"Radon and Cancer", http://www.cancer.gov/cancertopics/factsheet/Risk/radon
"The Guide to Protecting Yourself and Your Family From Radon", http://www.epa.gov/radon/pubs/citguide.html
"A preliminary study of indoor radon in Thailand.", http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/7759976
การนอน เป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุด การนอนไม่พอเพียงมีผลต่อสุขภาพของทุกคน

ประโยชน์ของการนอน
  • การนอนเป็นการซ่อมแซมบำรุงรักษาร่างกาย (เหมือนเครื่องยนต์เหมือนกันที่ต้องคอยหมั่นดูแลบำรุงรักษา) การนอนมีความสำคัญต่อการการเจริญเติบโตของเซลล์ในร่างกาย และการซ่อมแซมเซลล์และเนื้อเยื่อของร่างกาย
  • การนอนช่วยการเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์ โดยเฉพาะเด็กต้องการการนอนมากกว่าผู้ใหญ่เพื่อให้ร่างการได้มีการเจริญเติบโตและพัฒนาการตามวัย ในขณะนอนหลับ ฮอร์โมนการเจริญเติบโต (growth hormones) จะถูกหลั่งออกมา ซึ่งฮอร์โมนเหล่านี้ จำเป็นต่อพัฒนาการทั้งทางด้านร่างกายและสมองของมนุษย์ โดยเฉพาะในเด็กทารกและในวัยเด็ก ผลของการนอนจะส่งผลรุนแรงมากทั้งในทางบวกและทางลบ ขึ้นอยู่กับว่าจะนอนอย่างพอเพียงหรือไม่ เด็กที่นอนไม่เพียงพอ อาจจะส่งผลให้เป็นเด็กดื้อ อารมณ์ร้าย ฉุนเฉียว ไม่มั่นคง เป็นต้น
  • การนอนช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้านอนไม่พอ ภูมิคุ้มกันจะอ่อนแอ ซึ่งทำให้ถูกโจมตีจากเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ง่าย
  • การนอนช่วยให้ความจำดีขึ้น ช่วยเพิ่มความสามารถในการเรียนรู้และด้านสังคม การนอนช่วยให้สมองเข้ารหัส (encode) และจัดเก็บข้อมูลที่เพิ่งได้รับ การหลับลึกช่วงสุดท้าย (REM sleep) ซี่งมักจะเป็นช่วงที่กำลังฝัน จะกระตุ้นส่วนของสมองที่ทำหน้าที่เพื่อการเรียนรู้ ในระหว่างที่นอนหลับ สมองจะทำงานช้าลง รวมถึงสมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์ การตัดสินใจ และการปฏิสัมพันธ์กับสังคม ดังนั้นการนอนจึงเป็นการพักผ่อนการทำงานของสมองส่วนต่าง ๆ ดังกล้่าว และเมื่อตื่นขึ้น การทำงานของสมองก็จะสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพ ถ้านอนไม่พอ จึงมีผลเสียต่อความจำและความสามารถด้านการเรียนรู้
  • การนอนช่วยสร้างและซ่อมแซมระบบประสาท ทำให้ร่างกายสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งทั้งด้านกายและจิต การนอนน้อยมีผลต่อสมองและบุคลิกภาพ
การนอนจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

ความต้องการการนอนของแต่ละคนแตกต่างกัน ผู้ใหญ่ต้องมีเวลานอน ประมาณ 7.5 - 9 ชั่วโมง เด็กเยาวชน วัยรุ่น ต้องการการนอนพักผ่อนที่มากขึ้น (ดูตารางประกอบ) เนื่องจากผู้ใหญ่มักจะมีปัญหา การนอนไม่หลับ การให้เวลานอนที่มาก และการนอนพักผ่อนในช่วงกลางวัน ก็สามารถช่วยได้

สำหรับผู้ที่นอนน้อย หรือวัยรุ่นที่คิดว่า เวลาสำหรับการนอนยังมีอยู่อีกเยอะ ควรกลับมาคิดใหม่ นอนให้พอในวันนี้ เพื่อสุขภาพดี ดีกว่า การนอนไม่ต้องลงทุน เพียงแต่ต้องการการบริหารจัดการเกี่ยวกับเวลาให้ดีขึ้น ทุกคนมีเวลาเท่ากัน ก็ควรมีเวลานอนอย่างพอเพียง เพื่อสุขภาพของตนเองด้วย นะครับ


อ้างอิง

"Why Does the Body Need Sleep?", http://www.soundsleeping.org/sleeping/body-need-sleep.htm
"How Much Sleep Do You Need? http://www.helpguide.org/life/sleeping.htm

วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ถั่วลิสง ไม่ดี

ไม่ใช่เฉพาะถั่วลิสงเท่านั้นนะครับ แต่รวมความหมายถึงพืชตระกูลถั่วต่าง ๆ (legumes) เช่น ถั่วเหลือง ถั่วแดง ถั่วแขก เป็นต้น

ถั่วลิสงมีข้อดีหลายอย่าง แต่ก็มีข้อควรระวังไว้ด้วย
 
ในสภาพที่ยังดิบ พืชตระกูลถั่วมีธรรมชาติเป็นพิษ (toxic) คือ กินดิบไม่ดี ถั่วจะมีประโยชน์ดีต้องผ่านกระบวนการทำสุก ทำให้งอก หรือหมักดองเสียก่อน เช่น ต้ม นึ่ง ทำเป็นเต้าเจี้ยว เพาะเป็นถั่วงอกเป็นต้น ซึ่งจะช่วยลดสาร  lectin และ phytate ที่มีอยู่ในอาหารหลายชนิด แต่มีมากในถั่วต่าง ๆ ให้ลดน้อยลง

Lectin จะไปกำจัดเมือก (mucous) ในลำไส้เล็ก ซึ่งทำหน้าที่ช่วยปกป้องเนื้อเยื่อ และในที่สุดก็จะส่งผลให้เกิดโรคภูมิแพ้ (autoimmune diseases) นอกจากนี้ lectin ยังทำให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษได้อีกด้วย

สำหรับ Phytate หรือกรดไฟเตท เป็นตัวต้านการดูดซึมแคลเซี่ยม แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก และสังกะสี ซึ่งเชื่อว่าเป็นเหตุของโรคกระดูกพรุน (osteoporosis) นอกจากนี้ กรดไฟเตทยังขัดขวางการทำงานของน้ำย่อยในการย่อยอาหาร เช่น pepsin และ amylase เป็นต้น

ข้อเสียของถั่วลิสงอย่างหนึ่งก็คือ มีสาร aflatoxins ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง อีกด้วย

ปัจจุบันมีแนวโภชนาการใหม่อย่างหนึ่ง คือ Paleo Diet หรือ โภชนาการมนุษย์ถ้ำ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นโภชนการเพื่อสุขภาพที่ดี เน้น การบริโภคอาหารธรรมชาติ เช่น ปลา ไก่ เนื้อสัตว์ ไข่ ผัก และผลไม้ เป็นต้น เน้นการไม่รับประทาน อาหารสำเร็จที่ผ่านกระบวนการผลิด เช่น ธัญพืช น้ำมัน เกลือ น้ำตาล นม และแอลกอฮอล์ เป็นต้น

โภชนาการมนุษย์ถ้า ไม่สนับสนุนการรับประทานถั่วทุกชนิด แต่ให้รับประทานอาหารทะเล (Seafood) แทน

อย่างนี้ ก็ลองชั่งน้ำหนักดูนะครับ สูตรของโภชนาการเพื่อสุขภาพที่คนส่วนใหญ่คือ กินอาหาร พืชผัก ผลไม้ ให้หลากหลาย นอนหลับพักผ่อนอย่างพอเพียง ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม มีสัมพันธภาพกับสังคม และอารมณ์แจ่มใส ถ้าทำได้ สุขภาพดี ไม่แก่เร็ว แน่นอน


อ้างอิง
http://livingsuperhuman.com/superhuman30-day-29-why-are-legumes-not-paleo/
http://www.paleoplan.com/2011/12-29/peanuts-are-not-paleo/
http://www.cbc.ca/player/AudioMobile/Mainstreet+Cape+Breton/ID/2256808426/?page=5
http://robbwolf.com/what-is-the-paleo-diet/

วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Msgbox อ่านไม่ออก ไม่แสดงภาษาไทย ใน Access 2010 Windows 7

ใช้ VBA เขียนโค้ด เรียกให้แสดง message box โดยใช้ MsgBox() แสดงข้อความแต่อ่านไม่ออก ไม่เป็นภาษาไทย ดังภาพ



สาเหตุ

ต้นเหตุไม่ได้อยู่ที่ Access 2010 แต่เป็นที่ Windows ที่ตั้งค่าภาษา ที่ไม่ใช่ Unicode โดยไม่ได้ตั้งให้เป็นภาษาไทย


วิธีการแก้ไข

1.ไปที่ ปุ่ม Start > Control Panel (แผงควบคุม)
2. เลือก Clock, Language, and Region เพื่อเปลี่ยนภาษา
3. เลือก Change display language

4. ไปที่แถบ Administrative ที่ส่วน Language for Non-Unicode Program จะเห็นว่าไม่ใช่ภาษาไทย เช่น English (United States)
5. ให้คลิกปุ่ม Change system local...


6. เลือกภาษาไทย  Thai(Thailand)
7. กดปุ่ม OK
8. การเปลี่ยจะเกิดผลก็ต่อเมื่อมีการปิดและเปิด Windows ใหม่ เครื่องจะถามให้ปิดเครื่อง
9. ให้ตอบตกลง โดยคลิกปุ่ม Restart Now
10. เมื่อเปิด Windows ขึ้นมาใหม่ และใช้งาน Access 2010 ข้อความใน MsgBox จะเป็นภาษาไทย ดังภาพ



วันอังคารที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2555

excel คำนวณวันเกษียณ ด้วย Datedif()

วันก่อน มีคนขอให้ช่วยเขียนสูตรสำหรับคำนวณ วันเกษียณ คำนวณอายุ คำนวณจำนวนระยะเวลาที่เหลือก่อนเกษียณ เป็นต้น เขาบอกว่าต้องทำให้กับคุณครูหลายคน คิดด้วยมือไม่ค่อยสะดวก พร้อมทั้งส่งแบบฟอร์มมาให้ด้วย โดยกำหนดวันตัวตั้งเอาไว้ สำหรับการคำนวณด้วย


ผมรับปากว่าจะช่วย พอทำเสร็จคิดว่า น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่ทำหน้าที่บุคลากร หรือเป็นแนวทางในการคำนวณเรื่องของอายุ ก็เลยนำมาไว้ที่นี่ ให้ดาวน์โหลดกัน

การคำนวณอายุ เราใช้ฟังก์ชัน Datedif()

รูปแบบการใช้งาน มีดังนี้
=DATEDIF(Date1, Date2, Interval)
  • Date1 คือ วัน เดือน ปี เริ่มต้น ข้อมูลต้องเป็นวันที่นะครับ เช่น 15/6/2551 ถ้าคำนวณหาอายุ ตัวนี้จะใช้เป็น วัน เดือน ปี เกิด
  • Date2 คือ วัน เดือน ปี สิ้นสุด ถ้าคำนวณอายุ ตัวนี้ก็คือวันที่ในปัจจุบัน ส่วนมากจะใช้ฟังก์ชัน today() แต่ดูให้ดีนะครับ ถ้ากำหนดรูปแบบเป็นแบบตะวันตก ต้องบวกด้วย 543 แต่ถ้า Excel2010 กำหนดรูปแบบวันที่เป็นแบบไทย ปีพุทธศักราช ก็แล้วไป สำหรับในแบบฟอร์ม ใช้วันที่ที่กำหนดในเซลล E2 ก็เลยไม่ต้องวิตกเรื่องนี้ (แนะนำให้ ดาวน์โหลดไฟล์ มาศึกษาดูด้วยก็ดี)
  • Interval เป็นรูปแบบที่ต้องการ เช่น จะให้เป็นปี เป็นเดือน หรือ เป็นวัน ก็ กำหนดที่นี่ เช่น "y" หมายถึง ปี "ym" หมายถึงเศษของเดือนในปีที่เหลือ และ "md" คือ วันที่เหลือจากเศษของเดือน เป็นต้น 
ถ้า Date1 มากกว่า หรือเลย Date2 ฟังก์ชัน DATEDIF() จะแสดงค่าผิดพลาดเป็น #NUM! และถ้าเขียนไม่ถูกรูปแบบวันที่ ไม่ว่าจะเป็น Date1 หรือ Date2 ก็ตามจะเกิดข้อผิดพลาด  #VALUE
 
ค่า Interval ที่ใช้ได้ มีดังนี้
 
ค่าความหมายอธิบาย
mเดือนจำนวนเดือนทั้งหมด ที่มีในระหว่างวันที่ ที่กำหนด
dวันจำนวนวันทั้งหมด ที่มีในระหว่างวันที่ ที่กำหนด
yปีจำนวนปีทั้งหมด  ที่มีในระหว่างวันที่ ที่กำหนด
ymเศษเดือนที่เหลือเศษของเดือนที่เหลือไม่ถึงปี
ydเศษวันที่เหลือปีเศษของวันที่เหลือไม่ถึงปี (เอาเศษเดือนมาคิดเป็นวัน)
mdเศษวันที่เหลือเดือนเศษของวันที่เหลือไม่ถึงเดือน

ถ้าไม่ใช่รูปแบบที่กำหนดข้างต้น ฟังก์ชันจะแสดงค่าผิดพลาดเป็น  #NUM

ค่า Interval ถ้าใส่โดยตรง ต้องอยู่ในเครื่องหมายคำพูด เช่น

=DATEDIF(Date1,Date2,"m")

แต่ถ้าอ้างอิงมาจากเซลล์อื่น ก็ไม่ต้องมีเครื่องหมายคำพูด เช่น

=DATEDIF(Date1,Date2,A1)

ในแบบฟอร์ม ใน Sheet2 บอกว่า ขอให้เอาข้อมูลมารวมกันในเซลล์เดียว ดังนั้นจึงต้องมีการรวม วัน เดือน ปี ที่คำนวณได้มาไว้ในเซลล์เดียวกัน โดยใช้เครื่องหมาย & เชื่อม เช่น

=DATEDIF(A1,B1,"y") & " ปี " & DATEDIF(A1,B1,"ym") & " เดือน "& DATEDIF(A1,B1,"md") & " วัน"

ซึ่งจะแสดง ดังนี้ เช่น   12 ปี 8  เดือน 14 วัน

ลองดาวน์โหลด แล้วศึกษาดูนะครับ

อ้างอิง
http://www.cpearson.com/excel/datedif.aspx

 

วันจันทร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2555

การใส่จุดหลังหัวข้อ ใน Excel 2010

โดยปกติ เราไม่สามารถใส่จุดหลังตัวเลขใน Excel ได้โดยตรง โดยเฉพาะในกรณีที่เราต้องการให้หัวข้อ ตัวเลขเรียงลำดับหัวข้อ ถ้ามีจุดต่อท้าย จะทำให้ดูง่ายขึ้น

วิธีการใส่จุดหลังหัวข้อ ต้องไปกำหนดรูปแบบของเซลล์ที่ต้องการให้มีจุดตามหลังตัวเลข โดยเลือกเซลล์ที่ต้องการทั้งหมด จากนั้นจึงคลิกขวา เลือก จัดรูปแบบเซลล์ และเลือกรูปแบบ กำหนดเอง รูปแบบที่ต้องการคือ 0. ก็จะได้ จุดหลังตัวเลขในเซลล์ที่กำหนด

ดูวีดีโอประกอบ นะครับ


วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2555

การสลับเปลี่ยนแถวกับคอลัมน์ Excel ในกรณีที่เซลล์มีสูตร

การสลับเปลี่ยนแถวกับคอลัมน์ หรือ Transpose ใน Excel 2010 ทำให้เราทำงานได้รวดเร็วขึ้น ใช้ในหลายกรณี เช่น สลับแถวกับคอลัมน์ ในแผนภูมิ จะช่วยให้ดูแผนภูมิง่ายขึ้น ตรงตามจุดเน้น หรือการนำเสนอข้อมูล ในรูปตาราง ถ้าเปลี่ยนแถวเป็นคอลัมน์ ก็จะดูง่ายขึ้น

การนำเสนอข้อมูลตารางนี้ ดูดีมาก ถ้าต้องการเปรียบเทียบผลงานการขายของแต่ละคน


แต่ถ้าต้องการ ดูผลงานของแต่ละคน ว่ามีความก้าวหน้าอย่างไร ต้องสลับข้อมูลระหว่างแถวกับคอลัมน์ใหม่ ดังนี้



การสลับเปลี่ยนแถวกับคอลัมน์ใน Excel 2010 สามารถทำได้ง่าย โดยเลือกข้อมูล แล้วไปที่ วาง > วางแบบสลับเปลี่ยนแถวกับคอลัมน์

อย่างไรก็ตาม ถ้าเซลล์ที่ต้องการสลับระหว่างแถวกับคอลัมน์ เป็นข้อมูลธรรมดา เราสามารถทำได้ง่าย แต่ถ้าในเซลล์มีสูตร การอ้างอิงจะไม่ถูกต้อง ส่งผลให้ข้อมูลผิดพลาดไปด้วย

การแก้ไขต้องกำจัดสูตรออกจากเซลล์ให้หมด แล้วจึงทำการสลับแถวและคอลัมน์ภายหลัง

รายละเอียดดูได้จากวิดีโอนี้

วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555

การวิเคราะห์แบบสอบถามด้วย Excel

แบบสอบถามลักษณะ Rating scale สามารถวิเคราะห์ได้ด้วยโปรแกรม Excel โดยใช้สูตร countif() และการอ้างอิงเซลล์ (Cell Referencing) ทั้งแบบแน่นอน (Absolute Cell Referencing) แบบเชิงสัมพันธ์ (Relative Cell Referencing) และแบบผสม (Mixed Cell Referencing)

  • แบบเชิงสัมพันธ์ (Relative Cell Referencing) คือไม่มีการ lock คอลัมน์ หรือแถว ตำแหน่งของ Cell จะเคลื่อนที่ตามตำแหน่งของเคอร์เซอร์
  • แบบแน่นอน (Absolute Cell Referencing) เป็นการ lock ทั้งแถวและคอลัมน์ เช่น $A$1 นั่นคือ Cell ที่ถูกเลือก จะไม่เปลี่ยนตำแหน่ง ไม่ว่าเคอร์เซอร์ จะเคลื่อนที่ไปยังที่ใดก็ตาม
  • แบบผสม (Mixed Cell Referencing) เป็นการ lock เฉพาะแถว หรือ คอลัมน์ อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น $A1 (lock คอลัมน์)หรือ A$1 (lock แถว) ความสัมพันธ์ลักษณะนี้ ตำแหน่งของ Cell ที่ถูกเลือก จะเปลี่ยนแปลงตามตำแหน่งของเคอร์เซอร์ ขึ้นอยู่กับการ lock เช่น ถ้า lock แถว เมื่อตำแหน่งของเคอร์เซอร์เลื่อนลงไป ตำแหน่งของ Cell ที่ถูกเลือกจะไม่เปลี่ยน แต่ถ้า ตำแหน่งของเคอร์เซอร์เคลื่อนไปตามแนวนอน ตำแหน่งของ Cell ก็จะตามไปด้วย
ตัวอย่างต่อไปนี้ เป็นการแสดงการวิเคราะห์แบบสอบถาม โดยใช้สูตร Countif() แล้วหาค่าร้อยละของการตอบในแต่ละข้อ

สูตร countif มีรูปแบบการใช้งานคือ
 
countif(ช่วงข้อมูลที่จะให้นับ,ค่าที่ต้องการให้นับหรือเงื่อนไขนั่นเอง)
 
ในตัวอย่าง ช่วงที่ต้องการให้นับ คือคำตอบของทุกคนในแต่ละข้อคำถาม และเงื่อนไข คือ ระดับแต่ละระดับที่ให้เลือก ได้แก่ 5 4 3 2 1
 
 


วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555

การหาข้อมูลในตารางหนึ่ง ที่ไม่มีในอีกตารางหนึ่ง ของ Access 2010

บางครั้งเราต้องการหาว่า ข้อมูลในตารางหนึ่ง ที่ไม่มีในอีกตารางหนึ่ง จะทำอย่างไร สมมติว่า มีข้อมูล 2 ตาราง คือ tblCode และ tblData ตาราง tblCode เก็บรหัสอำเภอ และ tblData เก็บข้อมูลที่ผู้ใช้ป้อนเข้ามา ซึ่งมีรหัสอำเภออยู่ด้วย จึงต้องตรวจสอบว่า อำเภอใน tblData มีอยู่ในตาราง tblCode หรือไม่

(ความจริงถ้าออกแบบดี ๆ กำหนดให้ผู้ใช้เลือกจากตัวเลือก จะได้ถูกต้อง และไม่เกิดข้อผิดพลาด ก็จะไม่ต้องมาหาว่า ข้อมูลที่พิมพ์เข้ามาพิมพ์ถูกหรือไม่)

ตาราง tblCode
ตาราง tblData

จากตาราง จะเห็นว่า โพธาราม ในตาราง tblData ไม่มีในตาราง tblCode ในกรณีนี้ เราต้องการหาว่า ข้อมูลในตาราง tblData ที่ไม่มีในตาราง tblCode

การหาลักษณะนี้ นอกจากจะหาชื่ออำเภอที่ไม่ปรากฏ ในอีกกรณีหนึ่งคือพิมพ์ชื่ออำเภอผิด เช่น บ้านไร่ พิมพ์เป็น บ้านไร (ลืมใส่ไม้เอก) ก็จะสามารถหาได้ ด้วยวิธีเดียวกันนี้

วิธีการ

ให้สร้างแบบสอบถาม ชนิดเลือก (Select Query) และกำหนดความสัมพันธ์ของฟิลด์ที่ต้องการเป็นแบบ LeftJoin โดยให้รวมระเบียนทั้งหมดจากตาราง tblData และ เฉพาะระเบียนจาก tblCode ซึ่งมีเขตข้อมูลที่ใช้ในการรวมเท่ากัน จากความสัมพันธ์นี้ จะทำให้บางระเบียน ในตาราง tblData ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่มีใน tblCode จะมีค่าเป็น Null คือ ไม่มีคู่ในตาราง tblCode ดังนั้น ถ้าจะแสดงเฉพาะข้อมูลในตาราง tblData ที่ไม่มีในตาราง tblCode จึงต้องไปกำหนดเงื่อนไขในส่วนของตาราง tblCode เท่ากับ Null ก็จะแสดงให้เห็นเฉพาะข้อมูลที่มีในตาราง tblData แต่ไม่มีในตาราง tblCode

ขั้นตอน
  1. สร้างแบบสอบถามใหม่ จากข้อมูลทั้งสองตาราง
  2. สร้างความสัมพันธ์ของฟิลด์ amph และ dataAmp เป็นแบบ left join โดย
    1. ลากฟิลด์ dataAmp ของตาราง tblData มาทับฟิลด์ amph ของตาราง tblCode
    2. คลิกขวาที่เส้นความสัมพันธ์ เลือก คุณสมบัติการรวม (join property)
    3. เลือกให้แสดงฟิลด์ทั้งหมดของตาราง tblData
    4. คลิก ตกลง จะได้ความสัมพันธ์ left join ดังภาพ
  3. ดับเบิ้ลคลิกที่ฟิลด์ dataAmp แล้ว ดับเบิ้ลคลิกที่ฟิลด์ amp เพื่อนำฟิลด์ทั้งสองไปไว้ที่เขตข้อมูลข้างล่าง
  4. ถ้าเรียกใช้แบบสอบถาม โดยกดปุ่มเครื่องหมายตกใจ จะเห็นว่ามีข้อมูลในฟิลด์ dataAmp ของตาราง tblData มาแสดงทั้งหมด และ มีช่องว่าง ในส่วนของฟิลด์ amph เนื่องจากไม่มีข้อมูล
  5. ดังนั้น ถ้าต้องการให้แสดงเฉพาะรายการ หรือ ระเบียน ที่มีในฟิลด์ dataAmp แต่ไม่มีใน amph จึงต้องกำหนดเงื่อนไขในฟิลด์ amph ให้แสดงเฉพาะที่มีค่าเป็น Null คือไม่มีข้อมูลอะไร หรือเป็นช่องว่าง (ความจริง Null ไม่เท่ากับช่องว่างนะครับ Null แปลว่า ไม่มีอะไรอยู่เลย -- งงไหมเนี่ย?)
  6. ที่ช่อง เกณฑ์ ของฟิลด์ amph ให้พิมพ์ Is Null เป็นการให้เงื่อนไขว่าให้แสดงเฉพาะที่เป็น Null เท่านั้น
  7. เรียกใช้แบบสอบถาม โดยกดปุ่มเครื่องหมายตกใจ ในแทบออกแบบ กลุ่มผลลัพธ์ จะเห็นเฉพาะอำเภอ โพธาราม เท่านั้น
  8. ถ้าดูแบบ SQL จะเห็นโค้ด SQL ดังนี้

    SELECT tblData.dataAmp, tblCode.amph
    FROM tblData LEFT JOIN tblCode ON tblData.dataAmp = tblCode.amph
    WHERE (((tblCode.amph) Is Null));

วันเสาร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2555

การปรับข้อมูลในตาราง โดยใช้ข้อมูลอีกตาราง Access 2010

บางครั้ง เราต้องการตรวจสอบข้อมูลในตารางข้อมูล โดยมีข้อมูลที่ถูกต้องซึ่งเก็บไว้อีกตารางหนึ่ง เช่น  จากตัวอย่างต่อไปนี้
เรามีตารางราง tblCode เก็บรหัสอำเภอ และชื่ออำเภอ ส่วน ตาราง tblData ที่ผู้ใช้กรอกเข้ามา มีข้อมูล รหัสอำเภอ ชื่ออำเภอ ชื่อคน และ อายุ

ตาราง tblCode

ตาราง tblData

เราต้องการตรวจสอบข้อมูล ว่า รหัสอำเภอในตาราง tblData นั้นถูกต้องหรือไม่ โดยให้ตรวจสอบจากรหัสอำเภอ ในตาราง tblCode

วิธีการ

สร้าง แบบสอบถามชนิดปรับปรุง หรือ Update Query เพื่อให้แก้ไขข้อมูลรหัสอำเภอในตาราง tblData แต่มีข้อแม้ว่า ชื่ออำเภอในตาราง tblData จะต้องถูกต้อง และมีอยู่ในตาราง tblCode ด้วย

ขั้นตอน

  1. สร้างแบบสอบถาม โดยไปที่แท็บ สร้าง > กลุ่มแบบสอบถาม > ออกแบบ แบบสอบถาม
  2. เลือกตาราง tblCode และ ตาราง tblData
  3. กำหนดความสัมพันธ์ฟิลด์ที่มีชื่ออำเภอทั้งสอง โดยลากฟิลด์ amph ของ ตาราง tblCode มาวางไว้ที่ฟิลด์ dataAmp ของตาราง tblData จะเห็นว่ามีเส้นความสัมพันธ์เชื่อมฟิลด์ทั้งสองฟิลด์
  4. ดับเบิ้ลคลิกที่ฟิลด์ aCode ของตาราง tblData ซึ่งเป็นฟิลด์ที่เราต้องการตรวจสอบและแก้ไขให้ถูกต้อง ชื่อฟิลด์จะไปปรากฎในฟิลด์ ดังภาพ
  5. เปลี่ยนชนิดของแบบสอบถาม เป็นชนิด ปรับปรุง หรือ Update Query โดย ไปที่แท็บ ออกแบบ กลุ่มชนิดของแบบสอบถาม เลือก ปรับปรุง
  6. ที่ช่อง ปรับปรุงเป็น ให้ระบุชื่อตาราง tblCode และฟิลด์ Code คือให้ปรับปรุงทุกฟิลด์ในตาราง tblData โดยให้รหัสตรงกับชื่อฟิลด์ โดยพิมพ์ชื่อตารางรางและคั่นด้วยเครื่องหมายจุด ดังนี้ tblCode.Code โปรแกรมจะใส่เครื่องหมายวงเล็บใหญ่ให้ ดังภาพ (หรือจะพิมพ์ใส่ไปด้วยก็ได้)
  7. กดปุ่มเครื่องหมายตกใจ ในกลุ่มผลลัพธ์
  8. โปรแกรมจะแจ้งให้ทราบว่า จะมีฟิลด์ที่ถูกปรับปรุงทั้งหมดเท่าไร
  9. กด ใช่
  10. กลับไปดูข้อมูลในตาราง tblData จะเห็นว่า ข้อมูลถูกปรับปรุงเรียบร้อยแล้ว ทุกอำเภอมีรหัสถูกต้องตามตาราง tblCode
  11. ถ้าดูแบบ SQL จะเห็นโค้ด ดังนี้

    UPDATE tblCode INNER JOIN tblData ON tblCode.amph = tblData.dataAmp SET tblData.aCode = [tblCode].code;
  12. ในกรณีที่มีอำเภอ ที่ไม่มีรายชื่ออยู่ในตาราง จะไม่มีการปรับข้อมูล เช่น ในกรณีที่มีคนเพิ่มมาอีก 2 คน แต่มีคนหนึ่งมาจาก โพธาราม ซึ่งอำเภอนี้ไม่มีในตาราง tblCode เมื่อเรียกใช้ Query1 ให้ตรวจสอบแก้ไข ปรับปรุงข้อมูล จะเห็นว่า อำเภอ โพธาราม จะไม่เปลี่ยนแปลงอย่างใด
  13. ในกรณีที่ต้องการตรวจสอบดูว่า ข้อมูลในตาราง tblData ไม่มีในตาราง tblCode มีวิธีหาอีกแบบหนึ่ง ต้องการดูวิธีการนี้ คลิกที่นี่

วันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เพิ่มประสิทธิภาพให้สมอง

สมองมีน้ำหนักน้อยกว่า 2% ของน้ำหนักตัวแต่ละคน แต่ใช้ออกซิเจนที่เราหายใจเข้าไปทุกขณะถึงมากกว่าร้อยละ 20 และใช้น้ำตาลมากกว่าครึ่งหนึ่งของน้ำตาลที่ไหลเวียนในร่างกายสำหรับการทำงานของสมอง

สมองเป็นเสมือนผู้บัญชาการใหญ่ของร่างกาย ควบคุมทุกอย่าง ทั้งที่เรารู้ตัวและไม่รู้ตัว เช่น การเคลื่อนไหวของอวัยวะต่าง ๆ  การคิด ความรู้สึก ความจำ แม้จนกระทั่งการเต้นของหัวใจ สมองจึงมีความสำคัญต่อเราอย่างมาก

Dr. Kyl Smith ให้ข้อมูลว่า การได้รับสารอาหารที่ไม่พอเพียงในแต่ละวัน มีผลต่อการทำงานของสมอง โดยเฉพาะ วิตามิน B6 แมกนีเซียม หรือ สังกะสี อาหารมีส่วนสำคัญต่อการทำงานของสมอง

วิตามิน B6 เป็นส่วนสำคัญในการสร้างสื่อนำประสาท (Neurotransmitters) 3 ชนิด ได้แก่ serotonin dopamine และ acetylcholine

  • serotonin มีส่วนเกี่ยวข้องกับ อารมณ์ความเซื่องซึม หดหู่ หงอยเหงา (depression) 
  • dopamine ดูแลเรื่อง การเคลื่อนไหว อารมณ์ motivation และ ความสุขความพอใจ ถ้าขาดจะมีผลต่อการเคลื่อนไหวของร่างกาย และการเป็นโรค Parkinson’s disease ความจำเสื่อม ขาดประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา และขาดสมาธิ
  • acetylcholine ช่วยเรื่องสมาธิ ความจำ และการเรียนรู้

เพราะฉะนั้นถ้าในแต่ละวันเราได้รับวิตามิน B6 ไม่พอเพียง จะทำให้แสดงอาการหลายอย่าง เช่น เซื่องซึม ไม่แจ่มใส อารมณ์แปรปรวน ความจำไม่ดี ขาดสมรรถภาพในการปรับตัวเข้ากับความเครียด เป็นต้น

ถ้าวันไหนรู้สึกไม่ค่อยแจ่มใส หมดเรี่ยวแรง อารมณ์ไม่ดี ไม่มีความสุข อาจเป็นไปได้ว่า เรากำลังขาดสารอาหารบางอย่างที่ไปบำรุงสมอง

สมองเป็นส่วนของร่างกายที่ต้องการสารอาหารมากที่สุด (nutrient dependent) อาหารที่ไม่มีประโยชน์ทางคุณค่าทางอาหาร เมื่อรับประทานเข้าไปจึงไม่มีประโยชน์ต่อสมอง เมื่อสมองไม่ได้รับสารอาหารที่ต้องการ จึงทำให้เกิดอาการต่าง ๆ เช่น เหนื่อยหน่าย ไม่มีความสุข อารมณ์แปรปรวน ตลอดจนนำไปสู่โรคต่าง ๆ เช่น Parkinson’s disease

อาหารสำเร็จรูป (processed food) อาหารที่มีแป้งและน้ำตาลมาก มีผลต่อสุขภาพ การได้รับน้ำตาลมากเกินไปทำให้สมองป้องกันตัวเอง เกิดลักษณะ insulin resistant

ลักษณะการกินที่ดีเพื่อบำรุงสมองให้สมบูรณ์ คือ ต้องพยายามหาความสมดุลระหว่าง น้ำตาล และอาหารที่ให้โปรตีน ตลอดจนผักและผลไม้ เพื่อช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

สมองประกอบด้วยไขมัน 60% การกินอาหารที่มีไขมันประเภทที่ประโยชน์ จึงเป็นสิ่งดีสำหรับสมอง ไขมันที่ดี ได้แก่ โอเมก้า 6 (omega 6 fatty acids) และโอเมก้า 3 (omega 3 fatty acids)
โอเมก้า 6 มีมากในน้ำมันพืช เช่น น้ำมันจากดอกทานตะวัน ข้าวโพด และงา
โอเมก้า 3 มีมากใน เมล็ดฟักทอง walnuts และปลาน้ำเย็น เช่น ปลาแซลมอน และ ทูน่า


อ้างอิง

http://www.voiceamerica.com/episode/63338/you-were-given-a-brain-for-a-reasonare-you-using-it-to-your-full-potential
http://wiki.answers.com/Q/What_percentage_of_the_oxygen_that_we_breathe_is_used_by_the_brain
http://kidshealth.org/teen/your_body/body_basics/brain_nervous_system.html
http://www.vitaminsdiary.com/nutrients/dopamine.html
http://www.askdrsears.com/topics/family-nutrition/dha/dha-brain-food







วันเสาร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2555

รักษาต้อหิน ด้วยการนวดตา

ผมมีปัญหาเรื่องตา ไปหาหมอตาที่โรงพยาบาลโพธารามอยู่นานเป็นปีแล้ว เห็นใบนัดหมด เห็นเขียนว่า VA และ TN ก็เลยลองค้นดูจาก Google พบว่า VA มาจาก Visual acuity หมายถึง ความคมชัดในการมองเห็น และเห็นมีเว็บหนึ่งอยู่บน ๆ พูดเรื่องต้อหิน และการนวดตา เพื่อรักษา ก็เลยเข้าไปดู น่าสนใจมาก

คุณหมอจิตรอัมพร เฟื่องแก้ว หมอที่ผมไปพบประจำบอกวิธีการดูแลตา ว่า ให้ใช้สบู่อ่อนล้างตา และให้ประคบตา ด้วยผ้าอุ่น ๆ ซึ่งสอดคล้องกันการนวดตา ที่ว่านี่ด้วยเหมือนกัน เป็นการช่วยให้เลือดหมุนเวียนได้ดีขึ้น

ผมจึงสนใจและลองค้นดู น่าสนใจครับ

นายแพทย์สมเกียรติ อธิพลกุลชัย จักษุแพทย์ บอกว่า เดี๋ยวนี้โรคตาไม่ใช่เป็นเฉพาะคนอายุมากเหมือนสมัยก่อนเท่านั้น อายุน้อยก็เป็นกันเพิ่มขึ้น เพราะ คนใช้คอมพิวเตอร์กันมาก นายแพทย์สมเกียรติได้เสนอแนวทางการรักษาด้วยการนวดตา รายละเอียดลองดู รายการบอกเล่าเก้าสิบ ทีวีช่อง 9 ใน Youtube ข้างล่างนี้ น่าสนใจมาก ดูให้ครบทั้ง 2 ตอน นะครับ

ตอนที่ 1


ตอนที่ 2



มีตัวอย่างผู้ที่เป็นโรคต้อหิน และใช้การนวดตา เพื่อรักษา และได้ผล คลิกเพื่ออ่านได้ ที่นี่เลย

นายแพทย์สมเกียรติ เขียนเรื่องการนวดตา ไว้ที่นี่ คลิกอ่านดู

นอกจากนี้ยังมีอีกเยอะ ลองใช้คำค้น นวดตา ใน Google จะได้เห็นอีกมาก

ของฝรั่งก็มี เขาบอกว่า การนวดตา นอกจากจะรักษาตาได้แล้ว ยังช่วยรักษาสุขภาพของตา ได้อีกด้วย เพราะช่วยให้การหมุนเวียนของเลือดดีขึ้น (http://healthy-ojas.com/eye/eye-massage.html)

วิธีการนวดตา ดูได้ที่นี่ http://massagetherapy.ygoy.com/2008/06/08/top-5-eye-massage-tips/

วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2555

การสร้าง Custom Search ใน Blogger

Google มี custom search ไว้ให้ก็สะดวกดี สามารถนำมาปะที่ Blogger หรือ blogspot ได้ ทันที

แต่บางทีเราต้องการให้ค้นหาข้อมูลในฐานข้อมูลของเราเอง เราจะทำอย่างไร

เราต้องเพิ่ม Gadget ใหม่ โดยใช้ HTML สร้างฟอร์ม และให้ฟอร์มไปเรียกข้อมูลในฐานข้อมูลที่ต้องการ เช่น

โค้ดสำหรับสร้างฟอร์ม คือ

<form action='http://www.crnfe.ac.th/testGetNum.php' method='GET'>
<input onblur='if(this.value=="")this.value=this.defaultValue;' onfocus='if(this.value==this.defaultValue)this.value="";' type='text' name='subject' value='พิมพ์ชื่อวิชาที่นี่...'/><input type="submit" value="ตกลง" /><br />พิมพ์ excel หรือ voc </form>

ฟอร์มนี้จะไปเรียกใช้ไฟล์ ชื่อ testGetNum.php ซึ่งอยู่ที่ http://www.crnfe.ac.th ไฟล์นี้ จะทำหน้าที่ไปหาข้อมูลในฐานข้อมูลและนำมาแสดงในหน้าใหม่

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากหน้า Blogger จะเป็น UTF-8 ถ้านำมาแสดงในหน้าเว็บที่ใช้รหัส สมอ. tis-620 จะอ่านกันไม่ออก หรือ ถ้าในฐานข้อมูลเก็บเป็น tis-620 ก็จะหากันไม่เจอ ต้องแปลงจาก utf-8 ให้เป็น tis-620 เสียก่อน ดูวิธีการแปลง คลิกที่นี่




แปลง utf-8 เป็น tis-620 ด้วย PHP

ฟังก์ชั่นแปลง UTF-8 เป็น tis-620

ในฐานข้อมูล เก็บข้อมูลแบบ tis-620 พอจะเอาข้อความจาก Google ซึ่งเป็น UTF-8 เพื่อนำมาค้นหาคำในฐานข้อมูล ปรากฏว่า ไม่เจอ เพราะ อ่านกันไม่รู้เรื่อง ดังนั้น ต้องแปลง ให้เป็น tis-620 ก่อนที่จะนำไปค้น

ฟังก์ชั่นที่ได้แปลง ต่อไปนี้ ได้มาจาก http://www.howforge.com/convert-utf-8-to-tis-620-in-php

function utf8_to_tis620($string) {
  $str = $string;
  $res = "";
  for ($i = 0; $i < strlen($str); $i++) {
    if (ord($str[$i]) == 224) {
      $unicode = ord($str[$i+2]) & 0x3F;
      $unicode |= (ord($str[$i+1]) & 0x3F) << 6;
      $unicode |= (ord($str[$i]) & 0x0F) << 12;
      $res .= chr($unicode-0x0E00+0xA0);
      $i += 2;
    } else {
      $res .= $str[$i];
    }
  }
  return $res;
}

ตัวอย่างการใช้งาน

$subject = utf8_to_tis620(($_GET["subject"]));  // รับข้อมูลเข้ามา แล้วแปลงเป็น tis-620

วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เลขไทย จดหมายเวียน ของ MS Word

ปัญหาหนึ่ง ในการสร้างจดหมายเวียนในโปรแกรม MS Word คือ เมื่อมีการใช้ตัวเลขในฟิลด์ของจดหมายเวียน ตัวเลข จะเป็นเลขอารบิค เสมอ แม้ว่าจะเปลี่ยนตัวเลขในข้อมูลเดิมให้เป็นเลขไทย เมื่อมาแสดงในจดหมายเวียน ก็จะเป็นเลขอารบิค

ถ้าต้องการเลขไทยในจดหมายเวียน เช่น เลขที่ใบวุฒิบัตร ต้องการให้เป็นเลขไทย จะทำอย่างไร

เราสามารถทำได้โดยการจัดรูปแบบของตัวเลขในฟิลด์ของจดหมายเวียน ให้เป็นเลขไทย โดยการใส่ Switch เพิ่มบังคับให้แสดงตัวเลขเป็นเลขไทยได้ ซึ่งมีขั้นตอน ดังนี้

วิธีการ
  1. จัดทำจดหมายเวียน ให้ได้ดังภาพเสียก่อน ข้อมูลสามารถนำมาจาก Excel หรือ  Access หรืออื่น ๆ ก็ได้
  2. ถ้าดูตามปกติ โดยคลิกที่ แสดงตัวอย่างผลลัพธ์ จะเห็นดังนี้
  3. ให้กดปุ่ม แสดงตัวอย่างผลลัพธ์ เพื่อให้เห็นชื่อฟิลด์ เหมือนข้อ 1 แล้ว คลิกขวาที่ฟิลด์ที่ต้องการให้แสดงเลขไทย และเลือก Toggle field หรือ สลับโค้ดเขตข้อมูล
  4. จะแสดงดังภาพ
  5. ให้เพิ่ม switch ที่ฟิลด์นี้ เพื่อให้จัดรูปแบบเป็นเลขไทย ดังภาพ (ตัว t และเลขศูนย์)
  6. เมื่อกลับมาดู โดยคลิกที่แสดงตัวอย่างผลลัพธ์ จะเห็นเป็นเลขไทยทุกรายการที่อยู่ในฟิลด์นี้
  7. ถ้าเลื่อนรายการต่อไป จะเห็นว่า ตัวเลขยังเป็นเลขไทย ดังภาพ
  8. เครื่องหมาย # แสดงว่าเป็นตัวเลข และ "t0" (ตัว t และ เลขศูนย์) คือ ให้ใช้ตัวเลขไทย
  9. ถ้า กำหนดรูปแบบ t0 แล้วไม่เป็นภาษาไทย ต้องตรวจสอบรูปแบบของ Office ว่า เป็นภาษาไทย ใช้รูปแบบภาษาไทยหรือไม่ ถ้าไปตรวจสอบกับ Excel จะเห็นได้ง่าย โดยให้พิมพ์ ตัวเลข และกด Ctrl + 1 เลือก ตัวเลข แบบกำหนดเอง จะเห็นมีรูปแบบตัวเลขไทย เช่น t0, t0.00, t#,##0 เป็นต้น
  10. นอกจากนี้ เรายังสามารถใช้ switches ตัวอื่น ๆ ได้อีก เช่น
    1. \#0.00  เป็นเลขอารบิค มีทศนิยม 2 ตำแหน่ง เช่น 4.00
    2. \# $#,###.00 ตัวเลข มีเครื่องหมาย $ นำหน้า และมีทศนิยม 2 ตำแหน่ง เช่น $4.00 
    3. \# "t0.00 บาท" ตัวเลขไทย ทศนิยม 2 ตำแหน่ง มีคำว่า บาท ต่อท้าย เช่น ๕.๐๐ บาท เป็นต้น


วิธีการสร้างจดหมายเวียน (นำมาไว้เผื่อว่าใครต้องการดู หรือทบทวน)

วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ซองยา ต้องมีชื่อยา

วันนี้ได้อีเมล จากเครือข่ายทันตะ-เภสัช รณรงค์ว่า เมื่อได้รับยา ให้ตรวจดูว่า มีชื่อยาหรือเปล่า ก็เลยนำมาขึ้นไว้เผื่อว่าจะได้ช่วยกันบอกต่อ ๆ ไป ไม่เสียหาย ระวังไว้ก็ดี


เครือข่ายรณรงค์ซองยา/ฉลากยาต้องมีชื่อยา

สถาบันวิจัยชาวนา ( สวช )
เครือข่ายทันตะ - เภสัช บุคลากรเพื่อการทำงานด้านสุขภาพชุมชน




ช่วยเป็นหนึ่งพลังคนไทยที่จะช่วยกันรณรงค์ให้มีชื่อยาบนซองยาและฉลากยาได้ที่http://www.druglabel.net เมื่อได้รับยาทุกครั้ง อย่าลืม ถามหา ชื่อยา บนซองยา            

เครือข่ายรณรงค์ชื่อยาบนซองยา






โฮโมนเพศที่จำเป็น Testosterone

Testosterone เป็นโฮโมนเพศที่มีประโยชน์ไม่ใช่เฉพาะเรื่องเพศเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์อื่น ๆ ที่จำเป็นต่อสุขภาพของคนทุกคนด้วย

Testosterone เป็นโฮโมนเพศชาย แต่ให้ประโยชน์ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ในผู้ชาย Testosterone ร้อยละ 95 จะสร้างที่ที่อัณฑะ(testis) ในผู้หญิง Testosterone จะสร้างที่รังไข่ (ovaries) โฮโมนนี้ ในผู้หญิงจะมีน้อยกว่าผู้ชาย

Testosterone นอกจากจะสร้างลักษณะของความเป็นผู้ชาย เช่น กล้ามเนื้อ ขนตามร่างกายแล้ว ยังให้ประโยชน์อื่น ๆ ทั้งชายและหญิงอีกด้วย Testosterone มีผลต่อการทำงานของสมอง กระดูก และกล้ามเนื้อ การกระจายของไขมัน(fat distribution)  ระบบลำเลียง(vascular system) ระดับพลังงาน(energy levels) เนื้อเยื่ออวัยวะเพศ(genital tissues) เป็นต้น

Testosterone สามารถวัดได้ โดยการตรวจเลือด โดยเฉพาะหมอมักจะตรวจเลือดในช่วงเช้า ซึ่งเป็นช่วงที่มี Testosterone ในระดับสูงสุด

Testosterone เป็นโฮโมนเพศชาย ที่มีในทุกช่วงอายุตั้งแต่เด็ก แต่จะมีมากขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ซึ่งจะเห็นได้จากการที่มีเสียงห้าวขึ้น มีขนขึ้นตามร่างกาย มีกล้ามเนื้อ เป็นต้น โฮโมนนี้ จะเริ่มลดลงเมื่ออายุ 40 ปี

ถ้าระดับ Testosterone อยู่ในระดับต่ำ จะทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย หย่อนสมรรถภาพทางเพศ หนวดเคราหยุดการเจริญ อ้วนหรือไขมันเพิ่มขึ้น ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อลดลง ร้อนตามตัว อารมณ์หงุดหงิด โกรธง่าย ไม่มีสมาธิ ซึมเศร้า อ่อนเพลียไม่มีแรง นมโตและเจ็บ  และ เป็นโรคกระดูกพรุน

 ผู้ชายอายุ 60 ปี จะมี 1 คน ใน 200 คน ที่มีภาวะขาดโฮโมน Testosterone

อาการที่อาจจะแสดงว่าขาดโฮโมน Testosterone
มีหลายอาการที่แสดงว่าขาดโฮโมนนี้ แต่ดีที่สุดคือให้หมอตรวจเลือด วัดระดับ Testosterone อย่างไรก็ตาม มีอาการที่จะแสดงว่าอาจจะขาดโฮโมน Testosterone เช่น อวัยวะเพศไม่แข็งตัวตอนเช้ามืด (Dr Don Colbert พูดในรายการ Health Report สถานีวิทยุ WDBO) รักษาการแข็งตัวได้ไม่นาน (Erectile dysfunction) โคเลสเตอรอลสูง อ้วนขึ้นโดยเฉพาะไขมันเพิ่มบริเวณพุงหรือสะเอว มีความวิตกกังวล อารมณ์ไม่แน่นอน สมาธิ ความจำลดลง และความต้องการทางเพศลดลง

วิธีการดูแลตัวเอง
  1. นอนให้พอ อย่าอดนอน ร่างกายสร้าง Testosterone ในขณะที่ท่านหลับ ยิ่งหลับนาน ยิ่งดี ตั้งเป้าหมายการนอนไว้ที่คืนละ 7.5  ชั่วโมง และ หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้อ้วน
  2. หลีกเลี่ยง ลด ละ เลิก การรับเข้าสารที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เช่น บุหรี่ เหล้า แอลกอฮอล์ คาเฟอีน ยาเสพติด สิ่งเหล่านี้ สามารถทำให้ความสามารถในการสร้าง Testosterone ของร่างกายลดลง ประโยชน์อีกอย่างที่ ลด ละ เลิก อบายมุขพวกนี้คือ ทำให้นอนหลับได้ดีขึ้น ร่างกายจะสามารถสร้าง Testosterone ได้มากขึ้น
  3. ลดความอ้วน ลดไขมัน เลือกรับประทานอาหารที่ดี มีประโยชน์ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ไขมันที่มีมากเกินไป นอกจากจะเป็นอุปสรรคต่อการสร้าง Testosterone แล้ว ยังทำลาย Testosterone อีกด้วย การออกกำลังกายสำหรับชายอายุมากกว่า 40 ปี ช่วยป้องกันโรคหัว และโรคที่เกิดกับผู้สูงอายุได้ด้วย รับประทานอาหาร ประเภท เนื้อไม่ติดมัน ปลา ผักสด ผลไม้ และธัญญพืช (whole grains) เนื่องจากการขาด Testosterone จะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนกำลัง จึงควรออกกำลังกล้ามเนื้อ เช่น ยกสิ่งของ หรือยกน้ำหนัก ร่วมด้วย แต่ต้องระวังอย่าให้มากจนเกินกำลัง จะส่งผลเสียได้
  4. ทำจิตใจให้ผ่องใส อย่าวิตกกังวล จะช่วยให้ร่างกายสร้าง Testosterone ได้มากขึ้น ถ้าไม่มีอะไรทำ อยู่เฉย ๆ มักจะเป็นสาเหตุให้เกิดความเครียด ดังนั้น ควรหางานทำเพื่อไม่ให้ว่าง มีรายได้ ทำงานอดิเรก นั่งสมาธิ ผ่อนคลายอารมณ์ ทำในสิ่งที่ชอบ เป็นต้น


อ้างอิง
http://men.webmd.com/testosterone-15738
http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/sex/malemeno.htm
http://www.livestrong.com/article/255692-how-to-raise-testosterone-level-after-40/
 http://www.askmen.com/sports/health_60/91_mens_health.html
http://www.marksdailyapple.com/how-to-increase-testosterone-naturally/#axzz21rorQDZ7

วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

สุขภาพ คือ ธรรมชาติ

Dr. Brad Case เจ้าของเว็บไซต์ healthisnaural.com เป็น chiropractor ซึ่งรักษาโรคที่เกี่ยวกับกล้ามเนื้อ ระบบประสาท และกระดูกสันหลัง โดยใช้วิธีธรรมชาติ ไม่ใช้ยา และไม่ใช้การผ่าตัด แต่ใช้ความสามารถของร่างกายในการรักษาตัวเอง

ร่างกายคน มีความสามารถในการรักษาตัวเอง

Dr. Case บอกว่า ร่างกายคนเป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถรักษาตัวเองได้อย่างวิเศษ ประกอบด้วยเซลล์เป็นล้าน ๆ เซลล์ที่ทำงานประสานงานกัน ร่างกายเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ธรรมชาติของร่างกายคือ ร่างกายประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ร่างกายปราศจากสาร
พิษ(toxins) ร่างกายมีวิตามิน แร่ธาตุ น้ำย่อย กรดไขมัน และโปรตีน ร่างกายมีการพักผ่อน ได้รับน้ำบริสุทธิ์ทุกวัน ฯลฯ

อะไรที่ทำให้ร่างกายห่างออกจากธรรมชาติ เป็นสิ่งทำลายสุขภาพ อะไรที่ทำให้ร่างกายเข้าใกล้ธรรมชาติ เป็นสิ่งที่เสริมสุขภาพ

ยาเป็นสารสังเคราะห์ทางเคมี ซึ่งไม่มีในธรรมชาติ ยาบังคับให้ร่างกายทำในสิ่งที่ร่างกายจะไม่ทำโดยตัวของร่างกายเอง ในขณะที่ยาช่วยรักษาอาการต่าง ๆ เช่น ความเจ็บปวด ความวิตกกังกล ความเครียด แต่ในขณะเดียวกัน ก็แทรกแซงกระบวนการรักษาตนเองของร่างกาย หรืออาจจะพูดว่า ยาทำให้คนเจ็บป่วย(Drugs cause illness.) ก็ได้ เช่น เกิดผลข้างเคียง ซึ่งบางครั้ง ผลข้างเคียงก็ไม่แสดงให้เห็นจนกว่า จะกลายเป็นโรคอีกชนิดหนึ่ง การผ่าตัด การฉายรังษีก็มีลักษณะเช่นเดียวกับการใช้ยาเหมือนกัน ที่ช่วยรักษาอาการ แต่ท้ายที่สุดก็ทำให้ร่างกายห่างออกจากธรรมชาติ

การรักษาโดยธรรมชาติ เช่น การได้รับวิตามิน เกลือแร่ ไขมันที่จำเป็น การล้างพิษ(detoxification) การนวดกระดูกสันหลัง ฯลฯ ต่าง ๆ เหล่านี้ ช่วยให้ร่างกายเข้าใกล้ธรรมชาติ และช่วยให้ร่างกายใช้กระบวนการทางธรรมชาติรักษาตัวเอง ดีกว่าการใช้ยา และยิ่งถ้ารักษาโดยองค์รวม ไม่เน้นเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย จะทำให้เกิดพลัง (synergy) และเมื่อนั้น ความมหัศจรรย์ก็จะเกิดขึ้น

Dr. Case ต่อต้านการใช้ยา เพราะฉะนั้น ข้อมูลที่ว่ามา ก็ต้องฟังหูไว้หูเหมือนกัน ต้องหาข้อมูลอีกด้านหนึ่งประกอบด้วย แต่ในที่นี้ ผมจะปล่อยให้เป็นภาระของผู้สนใจที่อ่านข้อมูลนี้นะครับ

Dr. Case ในรายการของ voiceamerica.com พูดถึงยาว่าเป็นสิ่งกลบเกลื่อนอาการเพียงทำให้คนมีชีวิตอยู่ได้ในขณะป่วย (Drugs allow you to live while being sick.) และ โจมตีบริษัทยา ว่า หากินอยู่กับการเจ็บป่วยของผู้คน ไป lobby ออกกฎหมาย และเอามาใช้เป็นเครื่องมือ และพูดถึงวงการยาว่า เป็นมหาธุรกิจพัน ๆ ล้าน