วันอังคารที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Access 2010 Type mismatch

เปิด recordset ในตารางของฐานข้อมูล Access 2010 ด้วยคำสั่ง

Set rst = dbs.OpenRecordset("SELECT * FROM .....)

แล้วเกิดข้อผิดพลาด Type mismatch (Runtime error '13") ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อน (Access 2003) เคยทำได้ไม่มีปัญหา

สาเหตุ
 
เมื่อก่อน Access 97 กำหนดให้ DAO เป็นค่าเริ่มต้น สำหรับ Microsoft Data Access Objects ต่อมา Access 200 ได้กำหนดให้ ADO เป็นค่าเริ่มต้น
 
การแก้ไข
 
ในการประกาศตัวแปร สำหรับฐานข้อมูล (db) และ Recordset (rst) ให้ระบุว่าเป็น DAO ด้วย ก็จะแก้ปัญหา ไม่เกิด Error อีกต่อไป เช่น
 
Dim dbs As DAO.Database
Dim rst As DAO.Recordset
Set dbs = CurrentDb
Set rst = dbs.OpenRecordset("SELECT * FROM tblCustomers WHERE custID = 99999999")
 




วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ระวัง แกสเรดอน ทำให้เกิดมะเร็งปอด

แกสเรดอน (Radon gas) เป็นแกสกัมมันตรังสี เกิดเองโดยธรรมชาติจากการย่อยสลายของ ยูเรเนียม ธอเรียม และเรเดียม ในหินและดิน แกสเรดอน ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ไม่สี ไม่มีกลิ่น สามารถเล็ดลอดเข้าสู่บ้านเรือนได้ผ่านทางพื้นดิน ตามรอยแตกของพื้นบ้าน หรือท่อน้ำ

แกสเรดอนสามารถละลายอยู่ในน้ำใต้ดินได้ ในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ปริมาณของแกสเรดอนจะมีไม่มากเท่ากับบริเวณที่อับ การระบายอากาศไม่ดี

ถ้ามีแกสเรดอนสะสมอยู่ในจำนวนเกินกว่า 4  pCi/L (pico Curies per Liter) ถือว่า เป็นปริมาณที่อยู่ในระดับอันตราย สามารถทำให้เกิดมะเร็งปอดได้ เพราะแกสเรดอนจะปล่อยอนุภาคกัมมันตรังสี (radioactive particles) ซึ่งเมื่อคนหายใจเข้าไป อนุภาคกัมมันตรังสีนี้ จะไปทำลายเซลล์ในปอด ถ้าหายใจเข้าไปนาน ๆ จะทำให้เกิดมะเร็งในปอดได้

ในประเทศอเมริกา พบว่า ในแต่ละปีมีผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งปอดและเสียชีวิตเนื่องมาจากแกสเรดอน มีจำนวนมากกว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากการขับรถในขณะมึนเมาเสียอีก

สำหรับประเทศไทย ก็มีการศึกษาระดับปริมาณแกสเรดอน และพบว่ามีแกสเรดอนในปริมาณที่แตกต่างกันในแต่ละจังหวัด ในอาคารตึกและบ้านเรือน ก็พบว่ามีแกสเรดอนเหมือนกัน

ประเทศแคนาดาและอเมริกาแนะนำให้ประชาชนวัดปริมาณแกสเรดอนเป็นประจำทุกปี โดยใช้ชุดเครื่องมือตรวจสอบแกสเรดอนที่สามารถซื้อมาตรวจสอบได้ด้วยตนเอง ประเทศแคนาดากำหนดเกณฑ์มาตรฐานปริมาณแกสเรดอน ไม่เกิน 200 Bq/m³ ถ้าพบว่ามีปริมาณเกินเกณฑ์ ให้ติดต่อ Canadian National Radon Proficiency Program เพื่อจัดการลดปริมาณแกสเรอน

สำหรับประเทศไทย ผมยังไม่พบว่ามีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ หรือถ้าใครทราบช่วยแจ้งให้ทราบด้วยนะก็ดี นะครับ

การช่วยตนเองในการป้องกันตนเองจากแกสเรดอน ทำได้ไม่ยาก โดยการยารอยรั่วที่บริเวณพื้นบ้าน ไม่ให้แกสซึมเข้าบ้านได้ นอกจากนี้ก็จัดให้มีการระบายอากาศที่ดี ก็จะช่วยได้อีกทางหนึ่ง

แกสเรดอนเป็นแกสอันตรายจากธรรมชาติ เป็นภัยที่มองไม่เห็น แต่พอป้องกันตนเองได้


อ้างอิง
"Radon and Cancer", http://www.cancer.gov/cancertopics/factsheet/Risk/radon
"The Guide to Protecting Yourself and Your Family From Radon", http://www.epa.gov/radon/pubs/citguide.html
"A preliminary study of indoor radon in Thailand.", http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/7759976
การนอน เป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุด การนอนไม่พอเพียงมีผลต่อสุขภาพของทุกคน

ประโยชน์ของการนอน
  • การนอนเป็นการซ่อมแซมบำรุงรักษาร่างกาย (เหมือนเครื่องยนต์เหมือนกันที่ต้องคอยหมั่นดูแลบำรุงรักษา) การนอนมีความสำคัญต่อการการเจริญเติบโตของเซลล์ในร่างกาย และการซ่อมแซมเซลล์และเนื้อเยื่อของร่างกาย
  • การนอนช่วยการเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์ โดยเฉพาะเด็กต้องการการนอนมากกว่าผู้ใหญ่เพื่อให้ร่างการได้มีการเจริญเติบโตและพัฒนาการตามวัย ในขณะนอนหลับ ฮอร์โมนการเจริญเติบโต (growth hormones) จะถูกหลั่งออกมา ซึ่งฮอร์โมนเหล่านี้ จำเป็นต่อพัฒนาการทั้งทางด้านร่างกายและสมองของมนุษย์ โดยเฉพาะในเด็กทารกและในวัยเด็ก ผลของการนอนจะส่งผลรุนแรงมากทั้งในทางบวกและทางลบ ขึ้นอยู่กับว่าจะนอนอย่างพอเพียงหรือไม่ เด็กที่นอนไม่เพียงพอ อาจจะส่งผลให้เป็นเด็กดื้อ อารมณ์ร้าย ฉุนเฉียว ไม่มั่นคง เป็นต้น
  • การนอนช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้านอนไม่พอ ภูมิคุ้มกันจะอ่อนแอ ซึ่งทำให้ถูกโจมตีจากเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ง่าย
  • การนอนช่วยให้ความจำดีขึ้น ช่วยเพิ่มความสามารถในการเรียนรู้และด้านสังคม การนอนช่วยให้สมองเข้ารหัส (encode) และจัดเก็บข้อมูลที่เพิ่งได้รับ การหลับลึกช่วงสุดท้าย (REM sleep) ซี่งมักจะเป็นช่วงที่กำลังฝัน จะกระตุ้นส่วนของสมองที่ทำหน้าที่เพื่อการเรียนรู้ ในระหว่างที่นอนหลับ สมองจะทำงานช้าลง รวมถึงสมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์ การตัดสินใจ และการปฏิสัมพันธ์กับสังคม ดังนั้นการนอนจึงเป็นการพักผ่อนการทำงานของสมองส่วนต่าง ๆ ดังกล้่าว และเมื่อตื่นขึ้น การทำงานของสมองก็จะสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพ ถ้านอนไม่พอ จึงมีผลเสียต่อความจำและความสามารถด้านการเรียนรู้
  • การนอนช่วยสร้างและซ่อมแซมระบบประสาท ทำให้ร่างกายสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งทั้งด้านกายและจิต การนอนน้อยมีผลต่อสมองและบุคลิกภาพ
การนอนจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

ความต้องการการนอนของแต่ละคนแตกต่างกัน ผู้ใหญ่ต้องมีเวลานอน ประมาณ 7.5 - 9 ชั่วโมง เด็กเยาวชน วัยรุ่น ต้องการการนอนพักผ่อนที่มากขึ้น (ดูตารางประกอบ) เนื่องจากผู้ใหญ่มักจะมีปัญหา การนอนไม่หลับ การให้เวลานอนที่มาก และการนอนพักผ่อนในช่วงกลางวัน ก็สามารถช่วยได้

สำหรับผู้ที่นอนน้อย หรือวัยรุ่นที่คิดว่า เวลาสำหรับการนอนยังมีอยู่อีกเยอะ ควรกลับมาคิดใหม่ นอนให้พอในวันนี้ เพื่อสุขภาพดี ดีกว่า การนอนไม่ต้องลงทุน เพียงแต่ต้องการการบริหารจัดการเกี่ยวกับเวลาให้ดีขึ้น ทุกคนมีเวลาเท่ากัน ก็ควรมีเวลานอนอย่างพอเพียง เพื่อสุขภาพของตนเองด้วย นะครับ


อ้างอิง

"Why Does the Body Need Sleep?", http://www.soundsleeping.org/sleeping/body-need-sleep.htm
"How Much Sleep Do You Need? http://www.helpguide.org/life/sleeping.htm