วันศุกร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2556

มันเทศต้ม อาหารสุดยอด

มันเทศ(Sweet potato) เป็นอาหารพื้นบ้าน ปลูกง่าย กินอิ่มนาน ราคาถูก มีคุณค่าทางอาหารมากมาย ถือได้ว่าเป็นอาหารสุดยอดชนิดหนึ่ง สมัยก่อน แม่เล่าให้ฟังว่าตอนข้าวยากหมากแพง จะหุงข้าวกับมัน โดยขูดผิวมันออกและเฉาะใส่หม้อข้าวตอนหม้อข้าวเดือดก่อนเช็ดน้ำและดง สมัยผมเป็นเด็ก ก็เคยกินข้าวปนมันเหมือนกัน

คุณค่าทางอาหารที่ได้จากมันเทศ
  • วิตามินเอ (Vitamin A) ในมันเทศมีเบต้าแครอทีน (Beta Carotene) สูงพอ ๆ กับแครอท ร่างกายจะเปลี่ยนเบต้าแครอทีนเป็นวิตามินเอ วิตามินเอ มีประโยชน์บำรุงสายตา กระดูก และภูมิคุ้มกันของร่างกาย ต้านทานโรคร้ายเช่น มะเร็ง และโรคหัวใจ นอกจากนี้ วิตามินเอ และ เบต้าแครอทีน ยังช่วยบำรุงผิวอีกด้วย ถ้าจะให้ได้ประโยชน์
    สูงสุด ต้องกินอาหารประเภทไขมันร่วมด้วยนิดหน่อย เพื่อให้ร่างกายสามารถดูดซึมวิตามินเอได้ดีขึ้น
    - มันเทศประมาณ 1 ขีด (3.0 oz หรือ 103.51 กรัม) มีวิตามินเอ ระหว่าง 100-1,600 ไมโครกรัม (RAE) หรือ ประมาณ 35% ของวิตามินเอที่ร่างกายต้องการ
  • วิตามินซี (Vitamin C) มันเทศอุดมไปด้วยวิตามินซี ซึ่งมีประโยชน์หลายอย่าง เช่น ช่วยป้องกันโรค รักษาหวัด เสริมสร้างกระดูกและฟัน ช่วยรักษาบาดแผล สร้างคอลาเจนซึ่งทำให้ผิวหนังอ่อนนุ่ม มันเทศขนาดกลาง 1 หัว (ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 2 นิ้ว และความยาวประมาณ 5 นิ้ว) จะมีวิตามินซี ประมาณ 35% ของปริมาณวิตามินซีที่ควรได้รับใน 1 วัน
  • แมงกานีส (Manganese) ในมันเทศมีแมงกานีสมาก ซึ่งช่วยปรับระดับน้ำตาลในกระแสเลือกให้เป็นปกติ และช่วยการทำงานของต่อมไธรอยด์ (Thtyroid)
  • โปแตสเซี่ยม ในมันเทศประกอบด้วยโปแตสเซี่ยมจำนวนมาก โปแตสเซี่ยมช่วยป้องกันตะคริว(muscle cramps) และโดยเฉพาะเมื่อเกิดอาการเครียด ร่างกายจะใช้โปแตสเซี่ยมสูง มันเทศจึงสามารถชดเชยโปแตสเซี่ยมลดความเสี่ยงลงได้
  • เส้นใยอาหาร (Fiber) ช่วยให้อิ่มนาน และช่วยในการขับถ่ายเสียออกจากร่างกาย
  • คาร์โบไฮเดรทซับซ้อน (Complex Carbohydrates) จัดเป็นแหล่งพลังงานที่ช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปล่า ไม่ต้องกังกลต่อสภาวะน้ำตาลในกระแสเลือด
  • ตัวต้านอนุมูลอิสระ มันเทศมีตัวต้านอนุมูลอิสระมากกว่าพืชผักชนิดอื่น ๆ ตัวต้านอนุมูลอิสระ ช่วยร่างกายต้านทานโรคร้ายหลายอย่าง เช่น มะเร็ง และ โรคหัวใจ เป็นต้น
  • แคลอรี่ต่ำ อารหารในฝันสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ควรรับประทานมันเทศ เพราะมันเทศมีดัชนีไกลซีมิค (Glycemic Index หรือ GI) ต่ำ ค่าดัชนีนี้ ถ้ายิ่งต่ำยิ่งดี เพราะ เป็นค่าความเร็วในการเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาล อาหารที่มี GI สูง จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงได้ 
นักโภชนาการ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อประโยชน์ปวงชน (Center for Science in the Public Interest หรือ CSPI) จัดลำดับมันเทศไว้เป็นลำดับที่ 1 ในบรรดาพืชผักทั้งหมด โดยคิดจากการมีสารอาหาร ได้แก่ เส้นใยธรรมชาติ น้ำตาลธรรมชาติ คาร์โบไฮเดรทซับซ้อน วิตามินซี วิตามินเอ ธาตุเหล็ก และ แคลเซี่ยม โปรตีน ซึ่งพบว่า มันเทศ ได้คะแนน 184 สูงกว่า ผักคะน้า(55) บลอกเคอรี่(52) แครอท(30) และมะเขือเทศ(27)

เราจะเห็นว่า เนื้อของมันเทศที่พบมี 3 สี คือ สีขาว สีเหลือง-ส้ม และสีม่วง มันเทศสีเหลือง-ส้ม มีเบต้าแครอทีนสูง ส่วนสีม่วง มี แอนโธไซยานิน (Anthocyanins) ซึ่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ(Antioxidant) และต้านการอักเสบ (anti-inflammatory) โดยเฉพาะเมื่อมันเทศเข้าสู่กระบวนการย่อยในลำไส้ จะช่วยลดความเสี่ยงจากอนุมูลอิสระที่เกิดจากโลหะหนัก เช่น สารปรอท ได้

วิธีการทำอาหาร
ถ้าจะให้ได้ประโยชน์สูงสุด ต้องเป็นมันเทศต้ม หรือนึ่ง หรือผัดน้ำมันเท่านั้น  มันเผา หรือปิ้ง จะได้รับประโยชน์จากมันเทศน้อยกว่าการต้ม เพราะป้องกันไม่ให้สูญเสีย แอนโธไซยานิน (Anthocyanins) ในระหว่างการปรุงอาหาร และช่วยลดดัชนี Glycemic (GI) ให้ต่ำลงไปอีก นอกจากนี้ การต้มจะช่วยทำลายเอ็นไซม์พีโรซิเดส (peroxidase enzymes) ซึ่งมีฤทธิ์ในการลดประสิทธิภาพของ แอนโธไซยานินในมันเทศ อีกด้วย

มันเทศเป็นพืชปลูกง่าย สมัยผมเป็นเด็กชาวนาจะปลูกมันในนาหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว โดยทำเป็นร่องสูง และยาวไปตามอันนา ช่วงแรกรดน้ำนิดหน่วย ต่อ ๆ มา ไม่ต้องรดก็ได้ ถึงเวลามันลงหัวก็ไปขุดมากินได้ กินดิบ ๆ ก็อร่อยดี

มีเคล็ดลับในการกินมันเทศต้ม ถ้ากินโดยไม่ลอกผิวออก จะทำให้ได้ค่าดัชนี Glycemic ที่ต่ำลง และได้สารอาหารมากขึ้น


อ้างอิง
http://www.whfoods.com/genpage.php?tname=foodspice&dbid=64
http://www.ncsweetpotatoes.com/nutrition/
http://www.naturalnews.com/034135_sweet_potatoes_nutrition.html
http://www.foodreference.com/html/sweet-pot-nutrition.html

วันพฤหัสบดีที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2556

เคล็ดลับการรับประทานกระเทียมให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

รายการ Science Friday ประจำวันที่ 29 พฤศจิกายน 2556 เรื่อง Eating 'Wilder' Foods for a Healthier Diet พูดถึงเรื่องกระเทียมไว้อย่างน่าสนใจ

ไม่ต้องสงสัยเรื่องคุณประโยชน์ของกระเทียมว่ามีประโยชน์อย่างไร เพราะถือกันว่ากระเทียมเป็นพืชสมุนไพรที่รู้จักกันมาทั่วโลกเป็นเวลานาน เช่น ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและน้ำตาลในเลือด ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย  ช่วยปรับสมดุลในร่างกาย เป็นต้น

แต่ปัญหาอย่างหนึ่งคือ วิธีการปรุงอาหารที่ผิดวิธี จะทำลายคุณค่าของกระเทียม ทำให้กระเทียมขาดประสิทธิภาพ

สารที่มีประโยชน์อย่างมากในกระเทียม ชื่อว่า อัลลิซิน (Allicin) สารนี้ช่วยปกป้องกระเทียมจากเชื่อราและเชื้อแบคทีเรีย และมีประโยชน์สำหรับคนในด้านการต้านทานอนุมูลอิสระและการซ่อมแซมเซลล์ของร่างกาย

กระเทียมช่วยต้านทานมะเร็ง โดยขัดขวางการสร้างอนุมูลอิสระ และกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเอ็นไซม์ที่จะไปทำให้คาซิโนเจน (Carcinogens) หมดประสิทธิภาพ พร้อมทั้งให้ร่างกายสร้าง อะโพโตซิส (Apoptosis) ในเซลล์มะเร็งบางชนิด อะโพโตซิสเป็นวิธีการที่ร่างกายกำจัดเซลล์ที่ไม่ต้องการ หรือเซลล์ที่มีความผิดปกติออกไปจากร่างกาย เมื่อเกิดกระบวนการอะโพโตซิสเซลล์จะทำให้เซลล์นั้น ๆ ตาย เซลล์มะเร็งหลายชนิดมีกลไกป้g,njvองกันไม่ให้เกิด อะโพโตซิส ดังนั้น กระเทียมจึงเป็นอาวุธที่ใช้ต้านทานมะเร็งได้ถูกสถานการณ์

อย่างไรก็ดี อัลลิซิน ไม่ใช่สารที่มีอยู่ในกระเทียม แต่เกิดจากการรวมกันของกรดอะมิโนที่ชื่อว่า Alliin รวมกับเอ็นไซม์ที่ชื่อว่า Alliinase เมื่อรวมตัวกันแล้ว จึงจะเกิดเป็น Allicin ที่มีประโยชน์

สารสองตัว คือ Alliin และ Alliinase จะรวมตัวกันก็ต่อเมื่อมีการ หั่น ตัด ทุบ บด หรือ เคี้ยว ซึ่งจะทำให้เซลล์ของกระเทียมแตก สารทั้งสองตัวจึงจะมารวมกันตัวได้ เป็น Allicin

เคล็ดลับในที่นี้ก็คือ ต้องให้เวลาสารทั้งสองตัวรวมกันเสียก่อน ส่วนใหญ่เวลาทำอาหาร เรามักจะทุบกระเทียมแล้วโยนใส่กระทะที่มีน้ำมันร้อนจัดทันที การทำเช่นนั้น ทำให้เอ็นไซม์ Alliinase ถูกทำลายด้วยความร้อน ไม่สามารถมารวมตัวกับ Alliin ได้เป็น Allicin ได้ ดีที่สุดคือ การทุบกระเทียมทิ้งไว้ 5-10 นาทีเสียก่อน เพื่อให้เวลาสร้าง Allicin ก่อนที่จะใส่กระทะ สาร Allicin มีคุณสมบัติทนความร้อนได้ดี จึงไม่สูญสลายในขณะทำอาหาร และทำให้ร่างกายได้รับสาร Allicin ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายมาก

ดังนั้น จึงควรสับ บด ทุบ กระเทียมทิ้งไว้สักประมาณ 5-10 นาที ก่อนทำอาหาร จะได้รับประโยชน์สูงสุด


ที่มา
http://www.sciencefriday.com/segment/11/29/2013/eating-wilder-foods-for-a-healthier-diet.html
http://www.pinkribboncooking.com/blog/detail/alison-oh-allicin
http://www.whfoods.com/genpage.php?tname=foodtip&dbid=22


วันจันทร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2556

มะพร้าว รักษาโรคความจำเสื่อม (Alzheimer)

(Alzheimer) โดยเชิญ แพทย์หญิง Dr Mary Newport แพทย์ด้านกุมารเวช ซึ่งมีประสบการณ์ตรงในการใช้น้ำมันมะพร้าวรักษาโรคความจำเสื่อมของสามี ซี่งเป็นโรคความจำเสื่อม จนหายได้เป็นปกติ

โดยปกติ สมองมีเซลล์รับน้ำตาลกลูโคส(glucose)เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงาน แต่เมื่อใดที่ไม่ได้รับกลูโคสจะทำให้เซลล์สมองทำงานผิดปกติ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคความจำเสื่อม การขาดกลูโคสอาจมีหลายสาเหตุ เช่น ไม่ได้รับ

คาร์โบไฮเดรทซึ่งร่างกายจะเปลี่ยนเป็นกลูโคส หรือ อาจจะเกิดภาวะที่เรียกว่า ภาวะต้านอินซูลิน โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ส่วนใหญ่จะมีภาวะนี้ ทำให้น้ำตาลเข้าสู่เซลล์ไม่ได้ ดังนั้นผู้ที่เป็นเบาหวานจึงมีโอกาสสูงที่จะเป็นโรคความจำเสื่อม เมื่อร่างกายขาดกลูโคส จะหันมาใช้พลังงานจากไขมันแทน คือ คีโทน (ketone)

น้ำมันมะพร้าว ซึ่งได้มาจากเนื้อมะพร้าว มีสารที่เรียกว่า MCT (medium chain triglycerides) ซึ่งร่างกายนำมา สร้างสาร ketones สาร MCT นี้ ไม่ค่อยพบในไขมันตัวอื่น นอกจากมะพร้าว

และนี่คือกุญแจว่า มะพร้าวช่วยรักษาโรคความจำเสื่อมได้อย่างไร

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่ง และยังเร็วเกินไปที่จะสรุป ยังคงต้องการการศึกษาวิจัยอย่างเจาะลึก แต่ถ้าไม่มีอะไรที่ดีกว่า มะพร้าวก็เป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ

ที่มา
http://dishingupnutrition.podbean.com/2013/11/24/alzheimer%e2%80%99s-%e2%80%94a-family-affair-with-special-guest-dr-mary-newport/
http://www.coconutketones.com/

วันเสาร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

การห้ามย้ายเซลล์ (Drag) เฉพาะไฟล์ที่กำลังใช้งาน ของ Excel

ปัญหา
ปกติเมื่อมีการเรียกใช้งาน Application.CellDragAndDrop = False จะทำให้ ไฟล์ของ Excel ทุกไฟล์ หรือ ทุก Workbook ที่เปิดใช้งาน ไม่สามารถ ลากเซลลไปวางไว้ที่ไหนได้ ถ้าต้องการห้ามเฉพาะไฟล์ หรือ Workbook ที่กำลังใช้งาน หรือ Active Workbook เท่านั้น จะทำอย่างไร

หลักการ
คำสั่งดังกล่าว เป็นระดับ Application จึงมีผลต่อทุกไฟล์ที่เปิด ถ้าต้องการบังคับเฉพาะไฟล์ หรือเฉพาะ Workbook จึงต้องมีวิธีการ กำหนดให้บังคับเฉพาะชื่อไฟล์ที่ระบุเท่านั้น

วิธีการ
  1. เปิดไฟล์ใหม่ บันทึกเป็นไฟล์ xlsm โดยใช้ชื่อ noDrag
  2. เปิดหน้าจอเขียนโค้ด (Alt + F11)
  3. สร้างโมดูลใหม่ โดยไปที่ Insert > Module
  4. Excel จะตั้งชื่อให้เป็น Module1 ให้คัดลอกโค้ดนี้ไปวาง
    Dim X As New Class1
    Sub InitializeApp()
    '   Called by Workbook_Open
        Set X.App = Application
    End Sub
  5. สร้าง Class Module ใหม่ โดยไปที่ Insert > Class Module
  6. Excel จะตั้งชื่อว่า Class1 ให้ใช้ชื่อนี้ จะได้ไม่ต้องไปเปลี่ยนในโค้ด
  7. คัดลอกโค้ดต่อไปนี้ ลงใน Class1
    Public WithEvents App As Application
    Private Sub App_WorkbookActivate(ByVal Wb As Workbook)
    '   *** ชื่อไฟล์ที่กำลังใช้งาน ***
        If Wb.Name = "noDrag.xlsm" Then
            Application.CellDragAndDrop = False
        End If
    End Sub
    Private Sub App_WorkbookDeactivate(ByVal Wb As Workbook)
    '   *** ชื่อไฟล์ที่กำลังใช้งาน ***
        If Wb.Name = "noDrag.xlsm" Then
            Application.CellDragAndDrop = True
        End If
    End Sub
  8. ดับเบิ้ลคลิกที่ สมุดงานนี้ เพื่อเขียนโค้ดสำหรับ สมุดงานนี้ หรือ Workbook นี้
  9. คัดลอกโค้ดนี้ เพื่อให้โค้ดนี้ทำงาน เมื่อเปิดไฟล์นี้ หรือ Workbook นี้
    Private Sub Workbook_Open()
        Call InitializeApp
    End Sub
  10. ปิดหน้าจอเขียนโค้ด และทดสอบ โดยพิมพ์ข้อความลงในเซลล์ เมื่อนำเมาส์ไปวางที่ขอบเซลล์ จะไม่มีเครื่องหมายให้ลากเซลล์ได้ โดยบังคับเฉพาะไฟล์นี้เท่านั้น เมื่อเปิดไฟล์ใหม่ หรือไฟล์อื่น ๆ จะสามารถลากได้ตามปกติ

ที่มา
http://www.mrexcel.com/forum/excel-questions/44522-visual-basic-applications-disable-cut-copy-drag-drop.html

อ่านเพิ่มเคิมที่
http://www.cpearson.com/excel/appevent.aspx

วันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

การสร้างเส้นขอบให้ตัวหนังสือ ด้วย Illustrator

ต้องการสร้างตัวหนังสือที่มีเส้นขอบ และสีพื้น ดังภาพ
จะเห็นว่าลักษณะที่ต้องการ คือ ภายในมีการไล่สี เป็น Gradient จากสีเหลืองเป็นสีฟ้า มีเส้นขอบสีขาว และสีน้ำตาลอยู่รอบนอก

หลักการ

พิมพ์ข้อความ แล้ว เปลี่ยนเป็น Outline จากนั้นใช้ Appearance Panel โดยเปลี่ยนสีพื้น หรือ Fill ให้เป็น Gradient เพิ่ม Fill เป็นสีขาวแล้ว Offset Path จากนั้น จึงเพิ่ม Fill เป็นสีน้ำตาล และ Offset Path อีกครั้งหนึ่ง

วิธีการ

  1. พิมพ์ตัวหนังสือ โดยคลิกที่ Type Tool และพิมพ์ข้อความที่ต้องการ ผมเลือกตัวหนังสือที่มีลักษณะหนา ตัวหนังสือที่ใช้ คือ TP Kubua พัฒนาโดย konkuneng จาก www.f0nt.com โดยกำหนดขนาด 105 px
  2. ใช้ ลูกศรสีดำ เลือก ข้อความที่พิมพ์ แล้วเปิดหน้าจอ Appearance โดยไปที่ Window > Appearance
  3. ต่อไปนี้ จะเปลี่ยนสีของสีพื้นตัวอักษร ที่ด้านล่างของหน้าจอ Appearance ให้คลิกเพิ่ม Fill โดยคลิกปุ่ม Add New Fill
  4. จะเกิดชั้นใหม่ เป็นชั้น Fill เพิ่มขึ้น 1 ชั้น
  5. เปิดหน้าจอ Gradient โดยไปที่ Window > Gradient และเลือก Gradient
  6. ปรับองศาของ Gradient เป็น -90 เพื่อปรับทิศทางของ Gradient จากบนมาสู่ล่าง
  7. เปลี่ยนสีขาวเป็นสีเหลือง สีดำเป็นสีฟ้า โดยคลิกที่สี่เหลี่ยมสีด้านล่าง ของสี และเปลี่ยนสี ดังภาพ
  8. กำหนดตำแหน่งของสีเหลือง โดยคลิกที่สี่เหลี่ยมสีเหลือง และระบุ Location เป็น 25% หรือจะลาก และกะเอาพอประมาณก็ได้
  9. ปิดหน้าจอ Gradient
  10. ที่ Appearance คลิกเพิ่ม Fill โดยคลิกที่ปุ่ม Add New Fill ด้านล่าง
  11. เปลี่ยนสีของ Fill เป็นสีขาว โดยคลิกที่ลูกศร เพื่อเปิดตัวเลือกสี และเลือกสีขาว
  12. ต่อไปจะทำการ Offset ชั้นนี้ เพื่อขยายให้ใหญ่ขึ้นอีก 1 pixel
  13. ขณะที่ชั้น Fill สีขาวกำลังถูกเลือก ให้ไปที่ Effects > Path > Offset Path ... และตั้งค่า ให้ขยายออกไป 1 px
  14. คัดลอกชั้นสีขาว โดยเลือกชั้นสีขาว และคลิกปุ่ม Duplicate Selected Item ที่อยู่ด้านล่าง
  15. เปลี่ยนสีชั้นใหม่ เป็นสีน้ำตาล
  16. เนื่องจากเราคัดลอกจากชั้นเดิม ที่มีการ Offset Path มาแล้ว ดังนั้น ชั้นที่คัดลอกมาใหม่ จึงมี Offset Path ด้วย ให้คลิกที่ Offset Path ของชั้นสีน้ำตาล
  17. กำหนดค่า Offset เป็น 4 px และคลิกเครื่องหมายถูกที่ Preview จะเห็นการเปลี่ยนแปลง
  18. จะได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ
     

หมายเหตุ

ในกรณีที่ต้องการปรับตำแหน่งของสระบน หรือสระล่าง ให้ห่างหรือชิดมากขึ้น เมื่อพิมพ์ตัวหนังสือในขั้นตอนที่ 1 เสร็จแล้ว ให้ทำเป็น Outlines โดยไปที่ Type > Create Outlines แล้วใช้ลูกศรสีขาว เลือกเฉพาะส่วนที่ต้องการปรับตำแหน่ง แล้วใช้ปุ่มลูกศร ปรับตามที่ต้องการ

อย่างไรก็ตาม ถ้าทำเป็น Outlines จะไม่สามารถแก้ไขข้อความได้อีก ในกรณีที่ต้องการเปลี่ยนแปลงข้อความเนื่องจากหมดสภาพการเป็น Type ไปแล้ว

วันพุธที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ส่งเมลด้วย VBA ใน Excel ผ่าน Outlook

สมมุติว่า ใน Sheet ชื่อ users มีอีเมล์ ตั้งแต่เซลล์ B6:B20 และต้องการส่งเมล ไปยังอีเมลเหล่านั้น โดยใช้ Outlook จะทำอย่างไร หลักการ ก่อนอื่น ต้องทำการ Config โปรแกรม Outlook ให้สามารถใช้งานได้ก่อน โดยกำหนดว่าจะใช้ Serve ใดเป็นตัวส่งเมล์ จากนั้นจึง เปิด Excel ทำการอ้างอิงไปที่ Microsoft Outlook Object Library แล้วเขียนโค้ดส่งเมล์ และแนบกับปุ่ม เมื่อคลิกปุ่ม จะทำการส่งเมลทั้งหมดที่อยู่ในเซลล์ B6:B20

วิธีการ
  1. เปิด Excel 2010 และเรียกเมนู ผู้พัฒนา โดยไปที่ แฟ้ม > ตัวเลือก > กำหนด Ribbon เอง และเลือก ผู้พัฒนา
  2. อ้างอิง Outlook Object Library ให้เปิดหน้าจอเขียนโค้ด (กด Alt+F11) (หรือ นักพัฒนา > แสดงโค้ด ) แล้วไปที่ Tools > References และเลือก Library ที่ต้องการ
  3. สร้างโมดุลใหม่ โดยไปที่ เมนู Insert > Module
  4. ดับเบิ้ลคลิกที่ Module1 และสร้าง Procedure การเรียกใช้งาน Outlook ดังนี้
    Sub sendMyMail(addrss As String)
        Dim OutApp As Object
        Dim OutMail As Object
        Set OutApp = CreateObject("Outlook.Application")
        Set OutMail = OutApp.CreateItem(0)
        On Error Resume Next
        With OutMail
            .To = addrss
            .CC = ""
            .BCC = ""
            .Subject = "ทดสอบ"
            .Body = "ส่งเมลด้วย Excel VBA ผ่าน Outlook"
    '      แนบไฟล์
            .Attachments.Add ("C:tmp\myPic.png")
            .Send
        End With
        On Error GoTo 0
        Set OutMail = Nothing
        Set OutApp = Nothing
    End Sub
  5. สร้าง Procedure สำหรับอ่านข้อมูล และเรียกใช้งาน Outlook ดังนี้

    Sub readDataAndSend()
    Dim Counter As Long
    Counter = 6 ' ข้อมูลเริ่มแ 6
    'ให้อ่านจนหมดทุกอีเมล์ -- แต่ละอีเมล์ต้องติดกันจะเว้นแถวไม่ได้
    Do Until ActiveWorkbook.Sheets("users").Cells(Counter, 2).Value = ""
        sendMyMail ActiveWorkbook.Sheets("users").Cells(Counter, 2).Value
        Counter = Counter + 1
    Loop
    End Sub
  6. บันทึกไฟล์ เป็นนามสกุล xlsm
  7. สร้างปุ่ม สำหรับเรียกใช้งาน โดยกลับไปหน้าจอปกติ และเลือก แถบเมนู แทรก > รูปร่าง และเขียนข้อความ ดังภาพ
  8. คลิกขวาที่ปุ่มที่สร้าง และเลือก กำหนดแมโคร
  9. เลือก readAndSend แล้วกดตกลง
  10. เป็นอันเสร็จ เมื่อคลิกปุ่มนี้ Excel จะเรียน Outlook และทำการส่งอีเมลในคอลัมน์ B ที่มีอยู่ทั้งหมด



อ้างอิง
http://msdn.microsoft.com/en-us/library/office/ff458119(v=office.11).aspx#odc_office_UseExcelObjectModeltoSendMail_Introduction

วันพุธที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

กระชาย "ราชาแห่งสมุนไพร"

วันนี้ ได้รับอีเมลจาก อาจารย์วิไลพรรณ สมตระกูล Forward มาให้เรื่อง กระชาย น่าสนใจดีนะครับ ของไทย ๆ พื้นบ้าน ปลูกง่าย มีประโยชน์
กระชายมี 3 ชนิด คือ กระชายดำ กระชายแดง กระชายเหลือง กระชาย ในที่นี้จะขอกล่าวถึงกระชายเหลืองอย่างเดียวเปรียบเทียบกระชายคือโสมของไทย คือ "ราชาแห่งสมุนไพร" กระชายปั่นคั้นน้ำ กระชายมีวิตามินซี, บี1, บี 3 ,บี 6 และแคลเซียม

สรรพคุณกระชาย

1.ช่วยบำรุงตับ ไต แข็งแรง
2.ช่วยฟื้นฟูต่อมไทรอยด์ ต่อมใต้สมอง
3.ช่วยบำรุงเส้นเอ็นให้แข็งแรง กระดูกไม่เปราะบาง
4.ช่วยให้เส้นผมไม่หงอกก่อนวัยเล็บมือ เล็บเท้า แข็งแรง
5.ช่วยปรับสมดุลความดันโลหิตให้พอดี ไม่ให้สูงมากหรือต่ำมากเกินไป
6..ช่วยบำรุงหัวใจ ระบบกล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง เต้นสม่ำเสมอ ช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจได้ดีขึ้น


คุณค่าในน้ำกระชาย

เมื่อกินน้ำกระชายเข้าไปแล้ว ในกระเพาะเรามีน้ำ มีไขมันและจุลินทรีย์สองกลุ่มจะแยกกันทำหน้าที่ของมันเอง ตัวจุลินทรีย์ในกระเพาะจะทำให้เกิดแอลกอฮอล์ขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่สกัดตัวยากลุ่มที่ละลายน้ำออกมาจากกระชายได้เอง ส่วนกลุ่มที่ละลายในไขมันก็ทำงานของเขาเอง คนปกติดื่มกระชาย เพื่อบำรุงเอาไว้ ช่วยป้องกันไม่ให้เป็นโรคไต ผู้ชายป้องกันไม่ให้ต่อมลูกหมากโต ผู้หญิง ป้องกันไม่ให้เป็นมดลูกโต และถ้าให้เด็กดื่มกินเป็นประจำ จะช่วยสร้างกระดูกให้มีโครงสร้างที่แข็งแรง เห็นประโยชน์มากมายเราก็นำสูตรการทำกระชายปั่นคั้นน้ำมาฝากด้วย

วิธีทำ

1.นำกระชายมาล้างน้ำเกลือให้สะอาดประมาณ 1 แก้ว
2.หั่นกระชายเป็นแว่นเล็กใส่เครื่องปั่นแล้วเติมน้ำ 1 แก้ว
3.ปั่นให้ละเอียดแล้วกรองเอาแต่น้ำ ทิ้งกาก (ห้ามกินกาก)
4.ใช้น้ำเป็นหัวเชื้อใส่ขวดเก็บในตู้เย็นได้หลายวัน
5.เวลาจะใช้ดื่มก็เทใส่แก้วแล้วเติมน้ำสะอาดให้เจือจาง
6 เติมน้ำตาล เกลือ ปรับรสชาติตามใจชอบ






วันอังคารที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2556

การหาค่า Mean และ S.D. ในบริเวณที่เลือก ด้วย Excel VBA

การหาค่า Mean และ S.D. ด้วย VBA

คำสั่ง ให้หาค่า Mean และ S.D. ของข้อมูลในบริเวณที่เลือก ในแผ่นงานข้างล่างนี้
หลักการ
  1. ใช้ Range เพื่อเลือกบริเวณที่ต้องการ
  2. ใช้คำสั่ง average และ stdev เพื่อคำนวณค่าที่้ต้องการ

วันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2556

การเลือกเซลล์ ด้วย Excel VBA

การเลือกเซลล์ ด้วย VBA ถ้ารู้ว่าจะเลือกเซลล์อะไร หรือ เซลล์อะไรถึงอะไร ก็ไม่ยาก ใช้ Range มาช่วย ดังนี้

ต้องการเลือกเซลล์ B3
Sub example1()
    Sheets("Sheet1").Range("B3").Select 
End Sub
หรือ
Sub example2()
    Sheets("Sheet1").Cells(3, 2).Select
End Sub

หมายเหตุ
Sheets("Sheet1").Cells(3, 2) คือ เซลล์แถวที่ 3 คอลัมน์ที่ 2 ของ Worksheet1

ต้องการเลือกเซลล์ A2:B8

Sub example3()
    Sheets("Sheet1").Range("A2", "B8").Select
'    หรือ
'    Sheets("Sheet1").Range(Cells(2, 1), Cells(8, 2)).Select
End Sub

แต่ถ้าต้องการเลือกจำนวนเซลล์โดยขึ้นอยู่กับตัวแปร ว่าจะเลือกกี่เซลล์ลงมา อย่างนี้ ต้องใช้อีกแบบหนึ่ง เช่น

วันอังคารที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2556

การสร้างรูป หยิน หยาง

การสร้างรูป หยิน หยาง เป็นการใช้เครื่องมือ Shape builder tool สร้างจาก ภาพวงกลม โดยใช้เส้นรอบรูปเป็นกรอบ เป็นตัวอย่างการมองสิ่งของอีกทัศนะหนึ่ง

วิธีการ

วันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2556

การสร้าง Drop down list และกำหนดเงื่อนไข ใน Excel 2010

เมื่อมีการใช้ Drop-down list ใน Excel เพื่อให้เลือกตัวเลือก เมื่อผู้ใช้เลือกแล้ว ให้จัดการบางอย่าง เช่น แสดงหรือซ่อนเซลล์ ดังตัวอย่างข้างล่างนี้

ในตัวอย่างข้างบน มีการสร้าง Drop-down list ที่เซลล์ G32 เพื่อให้ผู้ใช้เลือกว่า มีการแบ่งข้อคำถามของแบบสอบถามออกเป็นด้าน ๆ หรือไม่ เมื่อผู้ใช้เลือกว่า มีการแบ่งด้านออกเป็นด้าน ๆ ให้แสดงช่วงบรรทัดที่ 33-40 เพื่อให้กรอกข้อมูล แต่ถ้าผู้ใช้ระบุว่า ไม่มีการแบ่งช่วง ให้ซ่อนเซลล์ บรรทัดที่ 33-40

หลักการ

สร้าง Drop-down list โดยใช้ Data Validation จากนั้นเขียน VBA ของ Sheet ที่ใช้งาน ให้ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงในเซลล์ที่มี Drop-down list จากนั้นจึงกำหนดเงื่อนไขที่ต้องการ

วันพุธที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ผลไม้จิ้มเกลือ: ภูมิปัญญาคนโบราณ

สมัยเด็ก เมื่อประมาณสัก 50 กว่าปีมาแล้ว เวลาไปเก็บมะเฟือง มะม่วงดิบมากิน จะเอากินกับเกลือเม็ดในไห เหตุผลง่าย ๆ ที่เข้าใจได้คือ ผลไม้มีรสเปรี้ยว ส่วนเกลือมีรสเค็ม พอเอามากินด้วยกัน ก็จะได้รสชาดที่พอดี

มาตอนนี้ ลองค้นข้อมูลในอินเทอร์เน็ตดูพบว่า เกลือกับผลไม้ เป็นเนื้อคู่ที่ต้องอยู่ด้วยกัน เนื่องจาก ผลไม้ส่วนใหญ่จะมี Potassium สูง

เกลือ หรือ Sodium กับ Potassium เป็นแร่ธาตุที่ทำงานประสานกัน ร่างกายต้องมีปริมาณสัดส่วนของทั้งสองอย่าง อย่างสมดุลกัน ถ้ามีอย่างใดอย่างหนึ่ง มากกว่ากันมาก จะทำให้เกิดการกำจัด (excretion) อีกอย่างหนึ่งออกจากร่างกาย เช่น ถ้ามี Potassium มาก จะทำให้ร่างกายกำจัด เกลือ หรือ Sodium ออกจากร่างกาย และถ้ามี เกลือมาก ร่างกายจะกำจัด Potassium ออกจากร่างกาย จึงต้องมีทั้งสองอย่าง ในอัตราส่วนที่สมดุลกัน

วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2556

การซ่อนสูตร ของ Excel

หลักการ
การซ่อนสูตร ใน Excel ทำได้ โดยกำหนดที่ รูปแบบของเซลล์ที่มีสูตร ให้การป้องกันเป็นแบบ ล็อค และ ซ่อน จากนั้น ให้ทำการป้องกันแผ่นงาน แผ่นนั้นด้วย เมื่อคลิกที่เซลล์ที่มีสูตร จะไม่แสดงให้เห็นสูตร และไม่สามารถแก้ไขได้

ตัวอย่าง
จากภาพ ต้องการซ่อนสูตรในเซลล์ C5 จะทำอย่างไร


วิธีการ

วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2556

การปรับทิศทางของ Autofill ใน Excel 2010 ด้วย สูตร Offset

โดยปกติ Autofill เมื่อลากลง แถวจะเปลี่ยน และเมื่อลากไปทางขวาคอลัมน์จะเปลี่ยน
แต่ถ้าต้องการให้ลากลง คอลัมน์เปลี่ยน และเมื่อลากไปทางขวาให้แถวเปลี่ยน จะทำอย่างไร

ลักษณะนี้ จะมีประโยชน์ เมื่อต้องการสลับแถวและคอลัมน์ เช่น การนำเสนอผลการวิเคราะห์แบบสอบถาม การสลับแถวกับคอลัมน์ เป็นต้น

วันพฤหัสบดีที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2556

การสร้างลูกกวาดหลากสี รอบวงกลม

ต้องการสร้างภาพนี้
 
หลักการ
มีวิธีการสร้างวงกลมเล็กรอบวงกลมใหญ่หลายวิธี วิธีหนึ่งที่ง่ายคือการใช้ Blend Tool แล้วสร้างวงกลม จากนั้นจึงกำหนดให้ Blend มา Replace Spline ที่เป็นวงกลม และใช้ กรรไกรตัดวงกลมออกเป็น 2 ส่วน เพื่อให้ Blend ทำหน้าที่ล้อมรอบวงกลมทั้งวง การเปลี่ยนสี ทำโดยใช้ White Arrow Tool เปลี่ยนสีวงกลมเล็กทีละวง

วิธีการ

วันพุธที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เทคนิคการใช้ Pattern Brush ไม่มีรอยต่อ

ใช้ Pattern Brush สร้างลายกรอบจากภาพที่ใช้ Pen Tool สร้าง เสร็จแล้วปรากฏว่า ลายต่อกันไม่สนิท ดังภาพ
สาเหตุ
สาเหตุหลักเกิดจาก ภาพก่อนที่จะนำไปทำเป็น Pattern Brush เช่น ลักษณะ cap ของ Stroke ที่ยื่นออกไป หรือ อาจจะมีจุดเล็ก ๆ อยู่ด้านนอก และเลือกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Brush ก็เป็นไปได้ ซึ่งต้นเหตุมาจาก ไม่ได้ทำการ Expand ก่อนที่จะกำหนดส่วนไปใช้เป็น Brush เมื่อใช้ Pen Tool วาด จะเป็นเส้น Path การตัดเส้น Path จะมีส่วนของปลายเส้น หรือ Cap ที่จะทำให้เกิดปัญหาเมื่อนำไปทำเป็น Pattern Brush ได้

แนวทางการแก้ไข

วันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ยอ: อาหารและยาครอบจักรวาล

ยอ หรือ Noni หรือ Morinda หรือ Morinda citrifolia หรือ Beach mulberry หรือ อีกหลายชื่อ เป็นพืชที่เป็นทั้งอาหาร และเป็นทั้งยาแก้สารพัดโรค รู้จักกันมานานกว่า 2,000 ปี

ในสมัยโบราณ ชาวเกาะตาฮีติออกเรือเพื่อไปสร้างถิ่นที่อยู่ใหม่ และได้นำต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ไปด้วย สำหรับกินนเป็นอาหาร สำหรับสร้างที่อยู่อาศัย และใช้เป็นยา หนึ่งในจำนวนนั้นก็คือ ต้นยอ ชาวโพลีนีเซีย ถือว่า ต้นยอ เป็นของขวัญที่ประทานมาจากพระเจ้า เป็นพืชแห่งชีวิต และสร้างความสมดุลให้ร่างกาย

วันพุธที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2556

การใช้เครื่องมือ Shape Builder Tool, Knife Tool และ Scissors Tool

ต่อไปนี้ เป็นตัวอย่างการใช้งานเครื่องมือ Shape Builder Tool, Knife Tool และ Scissors Tool  เพื่อสร้างภาพ ข้างล่างนี้
ความจริงภาพนี้ สามารถสร้างได้หลากลักษณะ แต่ตัวอย่างนี้ จะใช้เครื่องข้างต้นสร้าง เพื่อแสดงการใช้เครื่องมือดังกล่าว

จากภาพ เราจะสร้างภาพวงกลมซ้อนกัน 2 วง ใช้ Shape Builder Tool ลบส่วนเกิน ใช้ Knife Tool ตัดแบ่งภาพออก และใช้ Scissors Tool เพื่อตัดเอาเฉพาะส่วนของเส้นรอบภาพมาใช้งาน

Shape Builder Toolใช้เพื่อรวม หรือตัดส่วนของภาพตั้งแต่สองภาพขึ้นไป ใช้เหมือนกับ เครื่องมือ Path Finder แต่คิดว่าใช้ง่ายกว่า
Knife Toolใช้สำหรับการตัดภาพออกเป็นส่วน ๆ การตัดควรลากจากข้างนอกภาพจากด้านหนึ่ง ไปยังอีกด้านหนึ่ง เพื่อไม่ให้เกิด Compound Path
Scissors Toolใช้ตัดเส้นรอบรูป โดยคลิกที่เส้นเพื่อแบ่งออกเป็นส่วน ๆ

สิ่งสำคัญ: การใช้เครื่องมือทั้งหมด ต้องเลือกภาพที่ต้องการกระทำเสียก่อน

วิธีการ

  1. ใช้ Rectangle Tool สร้างวงกลม 2 วง ซ้อนกัน (วงกลมไม่มี Stroke)
  2. ใช้  Black Arrow Tool เลือกภาพทั้งสอง
  3. คลิก Shape Builder Tool คลิกเมาส์นอกวงกลมสีเขียว และลากเข้าไปบริเวณวงกลมสีเขียวที่อยู่นอกวงกลมสีแดง และ กด Alt ค้างไว้ เพื่อให้ลบส่วนนี้ออกไป
  4. จะได้ภาพนี้
  5. เลือกภาพทั้งสอง และคลิกที่เครื่องมือ Knife Tool ลากตัดผ่านภาพทังสอง เพื่อตัดภาพออกเป็นส่วน ๆ โดยเริ่มต้นลากจากนอกภาพและให้ตัดภาพทั้งสอง ดังภาพ

  6. ใช้ Black Arrow Tool เลือกส่วนสีเขียว และสีแดงที่อยู่ส่วนล่าง และกดลูกศรลง และลูกศรซ้าย เพื่อเลื่อนตำแหน่ง ดังภาพ
  7. ใช้ Black Arrow Tool เลือกส่วนบนของสีเขียว กด Ctrl + C และ กด Ctrl + F เพื่อวงตำแหน่งเดียวกัน
  8. เลือกส่วนที่เป็นสีเขียวที่คัดลอกใหม่ และ เลื่อนออกมาข้างนอก เพื่อให้เห็นชัดเจน
  9. ในขณะที่ชิ้นที่เลื่อนออกมากำลังถูกเลือก คลิกที่เครื่องมือ Scissors Tool และคลิกตัดที่จุดล่างและจุดบน เพื่อแยกภาพ
  10.  จะได้ Open Path จำนวน 2 เส้น คลิกเลือกเส้นด้านขวามือ และกำหนด Fill เป็นไม่มี Fill และ Stroke เป็นสีดำ ขนาด 8 pt
  11. ลบส่วนสีเขียวด้านซ้ายมือออก และใช้ Black Arrow Tool ลากเส้นสีดำมาไว้ในวงกลม ดังภาพ
  12. ใช้ White Arrow Tool คลิกเลือกจุดบนของเส้น เพื่อเลือกเฉพาะจุดนี้ และลากออกให้เลยนอกวงกลมสีแดง ปรับแขน เพื่อให้ได้เส้นโค้งที่ขนานไปกับเส้นขอบสีเขียว
  13. ทำเช่นเดียวกันกับจุดล่างของเส้น
  14. ใช้ Black Arrow Tool เลือกเส้นทั้งหมด และ ไปที่ Object > Expand เพื่อเปลี่ยนเส้น Path ให้เป็นภาพ
  15. ที่ปลายเส้น ใช้ Black Arrow Tool เลื่อกวงกลมสีแดงและส่วนปลายของเส้น และใช้ Shape Builder Tool ลบส่วนเส้นที่เกินออกนอกวงกลมสีแดงออกไป (กด Alt ค้างไว้ เพื่อลบ)
  16. ส่วนเกิดจะถูกตัดออก จะได้ ดังภาพ
  17. ทำเช่นเดียวกัน กับปลายเส้นด้านบน จะได้ ดังภาพ
หมายเหตุ

 ขั้นตอนที่ 12 อาจจะทำการ Expand เสียก่อน แล้ว ใช้ White Arrow Tool เลือกที่จุดปลายทั้งสองจุด และลากออกนอกวงกลมสีแดง ก็ได้

อีกทางเลือกหนึ่ง คือการ Copy วงกลมสีเขียวไว้ก่อน และซ่อนไว้ ภายหลังจึง Scale ให้ใหญ่ขึ้น และเลือกเอาเฉพาะ Stroke ก็ได้