วันอังคารที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2556

การตรวจสอบชื่อ ด้วย Excel

มีหลายครั้งที่เราต้องการตรวจสอบชื่อ ว่ามีอยู่ในรายชื่อ หรือรายการทั้งหมดหรือไม่ เช่นได้รับรายชื่่อมาชุดหนึ่ง และต้องการนำไปเปรียบเทียบกับรายชื่อที่มีอยู่แล้ว ต้องการทราบว่า รายชื่อที่ได้มา คนใดบ้างที่มีอยู่ในรายชื่อที่มีอยู่แล้ว คนใดบ้างที่เป็นคนใหม่เข้ามา เป็นต้น

ใน Excel ถ้าต้องการเปรียบเทียบในลักษณะนี้ เราใช้สูตร Countif() เพื่อให้นับอย่างมีเงื่อนไข ว่า คนชื่อนี้ มีในรายการหรือไม่ คือให้นับในรายการ ว่า มีคนนี้อยู่จำนวนเท่าไร ถ้าไม่มี จะคืนค่าเป็น 0 ถ้าพบว่ามีกี่คน ก็จะแสดงตัวเลขมาให้เห็น

โจทย์

ต้องการทราบว่า รายชื่อใน คอลัมน์ A มีชื่ออยู่ใน คอลัมน์ D หรือไม่

วิธีการ
  1. คลิกที่ช่อง B1
  2. พิมพ์ =countif(
  3. ใช้เมาส์คลิกที่ D1 แล้วลากให้ถึง D5 เพื่อกำหนดช่วงข้อมูลหลักที่จะนำรายชื่อไปเปรียบเทียบ ค้นหา จากนั้นให้กดปุ่ม F4 เพื่อล็อคช่วงข้อมูลช่วงนี้ เมื่อมีการใช้เมาส์ลากเพื่อคัดลอกสูตร ช่วงนี้จะได้ไม่เปลี่ยนแปลง จะสังเกตเห็นช่วงที่ระบุมีเครื่องหมาย $ เพิ่มเข้ามาเป็น $D$1:$D$5
  4. พิมพ์เครื่องหมายคอมม่า เพื่อระบุเงื่อนไข
  5. ใช้เมาส์คลิกที่ A1 เพื่อให้หาชื่อสมหมายในรายการคอลัมน์ D
  6. กดปุ่ม Enter
  7. จะเห็นว่า เป็นเลข 1 แสดงว่าพบ 1 คน ดังนั้น สมหมายจึงเป็นคนที่มีอยู่ในรายชื่อ
  8. ต่อไปเราจะหาคนที่ 2
  9. ให้นำเมาส์ไปคลิกที่ช่อง B1
  10. คัดลอกสูตรนี้ โดยนำเมาส์ไปที่ปุ่มเติม (Fill handle) มุมล่างด้านขวา
  11. คลิกปุ่มนึ้ค้างไว้แล้วลากไปจนถึง B3 แล้วปล่อย
  12. จะได้ ดังภาพ
  13. เลข 0 แสดงว่า ไม่มีคนนี้ในรายชื่อที่กำหนด

วันอาทิตย์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2556

โรคเบาหวาน

โรคเบาหวานเป็นโรคที่พบมาก โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ แต่ปัจจุบันพบว่า คนหนุ่มสาวเริ่มเป็นเบาหวานกันมากขึ้น เบาหวานเป็นโรคที่น่ากลัว แต่ป้องกันได้

คุณหมอดาเลีย อธิบายสาเหตุของโรคและการป้องกันไว้อย่างน่าสนใจ

เบาหวานเกิดจากการที่น้ำตาลในกระแสเลือดไม่สามารถเข้าสู่เซลล์ในร่างกายเพื่อให้ร่างกายสามารถนำน้ำตาลไปใช้ประโยชน์ได้

คนเราได้รับน้ำตาลในรูปของคาร์โบไฮเดรท จากการรับประทานอาหารต่าง เช่น ข้าว ขนมหวาน ต่าง ๆ น้ำตาลนี้จะเข้าไปในกระแสเลือด  หน้าที่ของร่างกายคือการนำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์เพื่อนำไปใช้ เหมือนกับการที่เราไปนั่งรอพบหมอ และเข้าห้องตรวจเพื่อพบหมอ แต่เข้าไม่ได้เพราะไม่มีกุญแจเข้าห้อง  การที่น้ำตาลจะเข้าสู่เซลล์ได้ต้องใช้อินซูลิน ซึ่งเปรียบเสมือนกับกุญแจที่จะไขเข้าห้อง


เด็ก ๆ ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1(Type I Diabetes) คือร่างกายสร้างอินซูลไม่พอ ทำให้น้ำตาลเข้าเซลล์ในร่างกายน้อย ทำให้น้ำหนักลด ซูบผอม ต้องฉีดอินซูลินเข้าร่างกาย เพื่อทำหน้าที่เปิดประตูให้น้ำตาลในกระแสเลือดเข้าไปในเซลล์ได้

สำหรับป่วยที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 (Type II Diabetes) จะเกิดในผู้ใหญ่ที่อายุ 20 30 ปีขึ้นไป ซึ่งร่างกายสามารถสร้างอินซูลินได้อย่างพอเพียง แต่มีปัญหาที่เกิดภาวะ ต้านอินซูลิน หรือ insulin resistance หรือ lack of insulin sensitivity คล้ายกับว่า เรามีลูกกุญแจแต่มีอะไรขวางประตูไว้ ทำให้เข้าห้องไม่ได้ ทำให้น้ำตาลเข้าสู่ผนังเซลล์ไม่ได้ สิ่งที่เป็๋นตัวต้านอินซูลินมีหลายอย่าง เช่น ไขมัน (fat) ความอ้วน (obesity) และอื่น ๆ ซึ่งทางการแพทย์มีวิธีที่จะลดภาวะการต้านอินซูลินได้

ประเด็นหลักของเรื่องก็คือ ต้องลดภาวะการต้านอินซูลิน ให้น้ำตาลสามารถเข้าสู่เซลล์ในร่างกายได้

วิธีแก้อย่างหนึ่งก็คือ ลดปริมาณน้ำตาลในกระแสเลือดลง เหมือนกับลดจำนวนผู้ป่วยที่นั่งรอพบหมอให้น้อยลง วิธีการก็คือ แก้ด้วยการรับประทานอาหารที่จะเป็นน้ำตาลให้น้อยลง

อีกอย่างหนึ่งคือการออกกำลังกาย การออกกำลังกายเปรียบเสมือนกับการหล่อลื่นกุญแจให้ไขประตูได้คล่องขึ้น

โดยปกติเป็นธรรมชาติของร่างกายที่จะรักษาสมดุลของร่างกายไว้ การมีปริมาณน้ำตาลในกระแสเลือดมากเกินไป เป็นอันตราย เมื่อมีความเค็มมาก ความหวานมากในกระแสเลือด ร่างกายจะแก้ด้วยการนำของเหลวเข้าสู่เส้นเลือดเพิ่มขึ้น ดังนั้นคนที่เป็นโรคเบาหวานจึงรู้สึกกระหายน้ำ แต่โชคร้าย ถ้ารู้สึกกระหายน้ำแล้วดื่มน้ำอัดลมแทน คือแทนที่จะได้น้ำไปละลายน้ำตาลให้เจือจางลง กลับเป็นการเพิ่มน้ำตาลให้มากขึ้น

นอกจากนี้ผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวานมักจะปัสสาวะบ่อย ทั้งนี้ก็เพราะร่างกายต้องการขับน้ำตาลออกโดยผ่านทางไต และออกเป็นปัสสาวะ

ในสมัยโบราณ วิเคราะห์โรคเบาหวานโดยดูจากปัสสาวะ ถ้าปัสสาวะมีน้ำตาลแสดงว่าเป็นโรคเบาหวาน ปัจจุบันใช้การตรวจเลือด ถ้าผลการตรวจเลือดมีน้ำตาลเกิน 300 หมอจะมีข้อแนะนำที่ต่างจากผู้ที่มีระดับน้ำตาล 140 หมอจะแนะนำให้พบหมอตา เพราะเมื่อมีน้ำตาลในกระแสเลือดมาก ร่างกายจะพยายามนำน้ำเข้าสู่เส้นเลือด ปัญหาคือ เส้่นเลือดจะสามารถรับปริมาณน้ำได้มากเพียงใด โดยเฉพาะเส้นเลือดที่ไม่แข็งแรง อาจจะโป่งและแตกได้

เส้นเลือดที่รั่วหรือไม่แข็งแรง และมีปริมาณน้ำตาลสูงจะทำให้เกิดโรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตา (Diabetic retinopathy) ทำให้ตาบอดได้

ถ้าหลอดเลือดไม่แข็งแรง เส้นประสาท ก็จะไม่แข็งแรง เกิดการอักเสบ แบคทีเรียและเชื้อราชอบน้ำตาล การทำงานของร่างกายก็ไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะการรักษาการอักเสพ แผลหายยาก อาจจะนำไปสู่การตัดแขนขาเพื่อรักษาแผลไม่ให้ลุกลามได้ในที่สุด

การป้องกันไม่ให้เป็นโรคเบาหวาน นอกจากจะระวังเรื่องการรับประทานอาหารให้ถูกต้อง และการออกกำลังกายแล้ว คุณหมอดาเลีย เน้นว่า ไม่ควรกินอาหารวันละมื้อเดียว เพราะการกินอาหารเพียงวันละมื้อ ทำให้ต้องกินอาหารจำนวนมาก นอกจากนี้การกินอาหารวันละมื้อ มีผลต่อตับอ่อน (Pancreas) ซึ่งทำหน้าที่สร้างอินซูลิน ตับอ่อนจะสร้างอินซูลินมากขึ้นเมื่อได้รับสัญญานจากกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก ถ้าไม่มีสัญญญานจากกระเพาะอาหาร จึงสร้างปัญหาให้กับตับอ่อน

ในสมัยมนุษย์ยุคถ้ำ คนกินอาหารเมื่อหิว ไม่มีมื้อเช้า มื้อกลางว้น มื้อเย็น มนุษย์ออกแบบมาให้กินเมื่อหิว ดูตัวอย่างเด็กเล็ก เราป้อนอาหารให้ตลอด ทุก 2-3 ชั่วโมง ไม่เว้นช่วงเป็นมื้อ ๆ

คำแนะนำของหมอดาเลีย คือ นอกจากจะ ระมัดระวังเรื่องอาหาร แล้ว เช่น หลีกเลี่ยงอาหารพวกแป้งและน้ำตาล กินอาหารที่มีประโยชน์ มีแคลเซี่ยม มีโปรตีน ผัก ผลไม้ แล้ว ไม่ควรกินอาหารเพียงวันละมื้อ แต่ให้ร่างกายได้รับอาหารอย่างสม่ำเสมอ



อ้างอิง

Doctor Daliah Show http://www.gcnlive.com/programs/drDaliah/archives.php ออกอากาศ January 26, 2013.

วันศุกร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2556

การตัดช่องว่างในข้อความ ของ Excel

ถ้าต้องการตัดช่องว่างในข้อความของ Excel เช่น ต้องการเอาช่องว่างระหว่าง ชื่อและนามสกุลออกไป ให้ใช้สูตร Substitute()

ความจริงฟังก์ชันนี้ สามารถใช้เปลี่ยน ข้อความ หรือตัวอักษรก็ได้ ไม่ได้จำกัดเฉพาะช่องว่างเท่านั้น

Substiture(text, old_text, new_text, [instance_num])
    text คือข้อความเดิมที่ต้องการนำมาตัดช่องว่าง หรือแทนที่
    old_text คือส่วนที่เป็นข้อความเดิม
    new_text คือ ส่วนที่ต้องการให้เปลี่ยนเป็น
    instance_num คือ ตำแหน่งของข้อความที่จะให้เปลี่ยน ถ้าไม่ระบุ จะเปลี่ยนทุกที่ที่พบในข้อความเดิม

ในภาพข้างล่าง ต้องการเอาช่องว่างระหว่างชื่อและนามสกุล ให้เขียนติดกัน


ที่เซลล์ B1 ให้ใช้สูตร เพื่อตัดช่องว่างระหว่างคำว่า สมบัติ และ คนดี  ดังนี้   =Substitute(A1," ","")

 
ถ้าดับเบิ้ลคลิกที่ Fill handle (ปุ่มมุมขวาด้านล่างของเซลล์ B1) จะได้ ดังภาพ

เงื่อนไข ไม่เท่ากับ ใน Query ของ MS Access

การกำหนดเงื่อนไข ไม่เท่ากับ อาจจะเกิดปัญหา ถ้ามีช่องว่างในข้อมูล ที่เป็น Null เพราะจะไม่นำข้อมูลมาแสดง

ข้อมูลข้างล่างนี้ บางคนมีเกรด บางคนไม่มีเกรด

เราต้องการให้แสดงเฉพาะผู้ที่ย้งไม่ได้กรอกเกรด ผู้ที่กรอกแล้ว ไม่ต้องนำมาแสดง

 

ถ้าใน Query ต้องการให้แสดงเฉพาะคนที่ยังไม่ได้ลงเกรด ถ้ากำหนดเงื่อนไขเป็น <>"ผ่าน" จะไม่มีข้อมูลปรากฎ เนื่องจากในส่วนที่ไม่มีเกรด มีค่าเป็น Null ดังนี้



ผลที่ได้ คือ



การแก้ไข

กำหนดเงื่อนไขเพิ่ม เป็นไม่เท่ากับ ผ่าน หรือ มีค่าเป็น Null ดังนี้

<>ผ่าน" Or Is Null
 

ผลที่ได้คือ
 


จะแสดงผลตามต้องการ คือ ไม่เท่ากับผ่าน และที่ยังไม่ได้กรอกข้อมูลเท่านั้น

วันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2556

เมลลามีน กับ โรคนิ่วในไต

คุณหมอดาเลีย ในรายการ Dorctor Daliah ประจำวันที่  22 มกราคม 2556 นำข่าวน่าสนใจ บอกว่า เมลามีน ซึ่งใช้ทำเครื่องครัว ถ้วยชามต่าง ๆ อาจทำให้เกิดโรคนิ่วในไตได้

ถ้าใช้ภาชนะที่ทำด้วยเมลามีบรรจุของร้อน สารเมลามีสามารถปนเปื้อนกับอาหารได้ ซึ่งอาจทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคนิ่วในไตได้

Dr. Chia-Fang มหาวิทยาล้ย Kaohsiung Medical University ประเทศไต้หวัน ได้ทำการวิจัยโดยใช้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ใหญ่ ซึ่งประกอบด้วยเพศชายและหญิง จำนวน 12 คน ในการทดลองผู้วิจัยให้กลุ่มตัวอย่างรับประทานก๋วยเตี๋ยวน้ำ โดย 6 คนใช้ชามเมลามีน และที่เหลือใช้ชามเซรามิค  ก่อนทำการทดลอง ได้เก็บปัสสาวะของกลุ่มตัวอย่างมาวัดค่าเมลามีน และหลังจากรับประทานก๋วยเตี๋ยวแล้ว นำปัสสวะมาวัดค่า ทุก ๆ 2 ชัวโมง เป็นเวลา 12 ชั่วโมง จากนั้นอีก 3 สัปดาห์ ทำการทดลองใหม่ โดยสลับกัน คือ กลุ่มที่เคยใช้ชามเมลามีเปลี่ยนมาใช้ชามเซรามิค และกลุ่มที่เคยใช้ชามเซรามิคใช้ชามเมลามี

ผลการวิจัยพบว่า จากการตรวจปัสสาวะในช่วงเวลา 12  ชั่วโมง พบว่า พบสารเมลามีนในปัสสาวะ จำนวน 8.35 ไมโครกรัม ในผู้ที่รับประทานด้วยชามเมลามีน และพบสารเมลามี จำนวน 1.31 ไมโครกรัม ในผู้ที่รับประทานด้วยชามเซรามิค

ผู้วิจ้ยสรุปว่า ถ้วยชามที่ทำด้วยเมลามีนสามารถปล่อยสารเมลามีออกเป็นจำนวนมากได้ ถ้าใช้บรรจุอาหารที่มีความร้อนสูง

Dr. Kenneth Spaeth ผู้อำนวยการ ศูนย์ the Occupational and Environmental Medicine Center มหาวิทยาลัย North Shore University Hospital เมือง Manhasset มลรัฐนิวยอร์ค ให้ความเห็นว่าควรหลีกเลี่ยงการใช้เมลามีน ตลอดจนถ้วยชามพลาสติคก็ควรหลีกเลี่ยง ไม่ควรนำมาใช้งานหรืออุ่นให้ร้อนในเตาไมโครเวฟ

 Dr. Kenneth Spaeth กล่าวว่า จากการวิจัยพิษของเมลามีนในสัตว์ พบว่า การได้รับสารเมลามีนเข้าสู่ร่างกายสามารถทำให้เกิดมะเร็งในไต เกิดความเสียหายต่อไต และอาจจะทำให้เกิดมะเร็งได้



อ้างอิง/เกี่ยวข้อง

Doctor Daliah http://doctordaliah.com/
http://consumer.healthday.com/Article.asp?AID=672656
http://www.foxnews.com/health/2013/01/21/study-finds-eating-chicken-noodle-soup-better-in-glass-bowls/

วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2556

การนับอย่างมีเงื่อนไข หลายเงื่อนไข ด้วยสูตร countifs

สูตร Countifs() ของ Excel ใช้สำหรับการนับในกรณีที่ต้องการมีหลายเงื่อนไข เช่น นับจำนวนผู้ที่สอบผ่านเกณฑ์ในแต่ละกลุ่มว่ามีกี่คน ในกรณีนี้ จะเห็นว่ามีการนับโดยใช้เกณฑ์กลุ่ม และเกณฑ์การสอบผ่าน เป็นต้น ถ้าใช้สูตร Countif  (ไม่มี s) จะนับได้เพียงเงื่อนไขเดียว เช่น นับว่าในกลุ่มนี้มีกี่คน หรือนับว่าจำนวนผู้ที่สอบผ่านทั้งหมดมีกี่คน แต่จะไม่สามารถให้นับเป็นกลุ่ม ๆ ได้ ถ้าต้องการนับเป็นกลุ่ม ๆ ว่า ในแต่ละกลุ่ม มีคนสอบผ่านกี่กคน ต้องใช้สูตร Countifs()

สูตร Countifs() ใช้กับ Excel 2007 ขึ้นไปเท่านั้น


รูปแบบการใช้สูตร Countifs

COUNTIFS(criteria_range1, criteria1, [criteria_range2,criteria2], …)
  • criteria_range1  คือช่วงเงื่อนไขที่ 1 ที่ต้องการให้นับ เช่น ช่วงที่เป็นชื่อกลุ่ม 
  • criteria1 คือเงื่อนไขของการนับ เงื่อนไขอาจจะเป็นข้อความ เช่น "แดง" "เขียว" เป็นต้น หรืออาจจะเป็นการอ้างอิงไปที่เซลล์ ก็ได้ เช่น B5 หรืออาจจะเป็นการเปรียบเทียบ เช่น มากกว่าหรือเท่ากับ 50 ก็ระบุเป็นเงื่อนไขว่า ">=50" เป็นต้น ขอให้สังเกตว่า ข้อความการเปรียบเทียบ หรือเครื่องหมายการเปรียบเทียบ และตัวเลข ต้องอยู่ในเครื่องหมายคำพูดเพื่อให้เป็นข้อความชุดเดียวกัน แต่ถ้ามีการอ้างอิงเซลล์ เช่น มีการระบุเกณฑ์การผ่านไว้ที่เซลล์ E3 ให้เขียนเงื่อนไขว่า ">=" &E3   คือใช้เครื่องหมาย & มาเชื่อมระหว่างเครื่องหมายทางคณิตศาสตร์และการอ้างอิงเซลล์
  • criteria_range2, criteria2, ...    ช่วงเงื่อนไขและเกณฑ์อย่างที่ 2 เช่น ช่วงเงื่อนไขอาจจะเป็นคะแนนของแต่ละคน และเงื่อนไขคือคะแนนที่ต้องทำให้ผ่าน เป็นต้น

ตัวอย่างการใช้งาน Countifs() ดาวน์โหลดไฟล์ตัวอย่าง คลิกที่นี่

จากภาพข้างล่าง ให้หาจำนวนผู้ที่สอบผ่านเกณฑ์ 40 คะแนน ในแต่ละกลุ่ม โดยเขียนคำตอบในเซลล์ F2 และ F3


ถ้าดูจากข้อมูล จะเห็นว่า มีสมาชิกสีแดงอยู่ 4 คน สมาชิกสีเขียวอยู่ 3 คน ถ้าดูจากเกณฑ์การผ่าน 40 คะแนน จะเห็นว่า กล่มสีแดง มีผู้สอบผ่าน 40 คะแนน จำนวน 4 คน และกลุ่ม สีเขียว มีสมาชิกสอบผ่านเกณฑ์ จำนวน 1 คน เท่านั้น

วิธีการหา

  1. คลิกที่ F2 เพื่อหาจำนวนผู้สอบผ่านของกลุ่มสีแดง
  2. พิมพ์ที่ช่องสูตร =Countifs(
  3. ระบุช่วงเงื่อนไขแรก สำหรับเงื่อนไขแรก เราจะใช้กลุ่ม คือหากลุ่มสีแดงก่อน
  4. ให้ใช้เมาส์ลากช่วง B2 ถึง B8 ซึ่งเป็นช่วงที่แสดงชื่อกลุ่มของสมาชิกทุกคน จากนั้นให้กดปุ่ม F4 เพื่อไม่ให้ตำแหน่งการอ้างอิงเปลี่ยนแปลง จะเห็นว่ามีเครื่องหมาย $ เกิดขึ้น คือ
    =Countifs($B$2:$B$8
  5. พิมพ์เครื่องหมายคอมม่า และใช้เมาส์คลิกที่ เซลล์ E2 เพื่อระบุว่า เอาเฉพาะกลุ่มสีแดง จะได้ ดังนี้
    =Countifs($B$2:$B$8, E2
  6. ต่อไปเป็นการระบุช่วงเงื่อนไขที่ 2 คือคะแนน
  7. ให้พิมพ์เครื่องหมายคอมม่า และใช้เมาส์ลาก C2 ถึง C8 แล้วกดปุ่ม F4 เพื่อไม่ให้ตำแหน่งการอ้างอิงเปลี่ยนแปลง จะได้ดังนี้
    =Countifs($B$2:$B$8, E2, $C$2:$C$8
  8. เงื่อนไขคือ ต้องได้ 40 ขึ้นไป เลข 40 อยู่ที่เซลล์ C10 เราจะใช้การอ้างอิง เพื่อสามารถเปลี่ยนเกณฑ์ได้ง่าย
  9. ให้พิมพ์เครื่องหมายคอมม่า และพิมพ์ ">="&
  10. จากนั้นให้ใชเมาส์คลิกที่ C10 และกด F4
  11. พิมพ์เครื่องหมายวงเล็บปิด จะได้ทั้งหมด ดังนี้
    =Countifs($B$2:$B$8, E2, $C$2:$C$8,$C$10)
  12. กดปุ่ม Ctrl ค้างไว้แล้วกดปุ่ม Enter หรือปุ่ม Enter อย่างเดียวก็ได้ จะเห็นผล ดังนี้
  13. ที่มุมล่างด้านขวาของเซลล์ F2 ให้ลากปุ่ม Auto Fill ลงมา เพื่อคัดลอกสูตร
  14. เมื่อปล่อยเมาส์ จะได้คำตอบตามต้องการ
  15. ดาวน์โหลดไฟล์ตัวอย่าง คลิกที่นี่

วันพุธที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2556

การสร้างเมนูลิงค์แผ่นงานของ Excel

ในกรณีที่ไฟล์ Excel มีหลายแผ่นงาน การเลื่อนไปยังแผ่นงานหน้าต่าง ๆ จะทำไม่ค่อยสะดวก ควรทำเป็นเมนูหรือลิงค์ เอาไว้ที่หน้าแรก เพื่อคลิกไปยังหน้าต่าง ๆ ที่ต้องการ แทนการเลื่อน Scroll bar ซึ่งช้าและไม่ค่อยสะดวกมากกนัก

การสร้างลิงค์ ทำได้โดยการคลิกขวาและเลือก Hyper link หรือ กด Ctrl + K แล้วเลือกการลิงค์ไปยังแผ่นงานในไฟล์ที่กำลังเปิดใช้งาน และคลิกที่ชื่อแผ่นงาน

การคัดลอกลิงค์ไปไว้ในตำแหน่งเดียวกัน หลาย ๆ แผ่นงาน เมื่อคลิกที่แผ่นงานเริ่มต้นแล้ว ให้กด Shift ค้างไว้ และกดที่ชื่อแผ่นงานแผ่นสุดท้าย และ วางลิงค์ จะได้ลิงค์ที่เหมือนกัน อยู่ในตำแหน่งเดียวกันทุกแผ่นงาน

วิธีการสร้างเมนูที่ลิงค์ไปยังแผ่นงานต่าง ๆ มีแสดงในวิดีโอข้างล่างนี้


การตัดแต่งกิ่งมะนาว

จุดประสงค์

เพื่อให้แสงแดดและอากาศเข้าถึง เพื่อให้ได้กิ่งที่แข็งแรง ผลผลิตดี ลูกสมบูรณ์ เก็บเกี่ยวง่าย และกำจัดกิ่งที่ไม่แข็งแรง เป็นโรคออกไป นอกจากนี้ ยังจะทำให้ต้นมะนาวมีอายุยืนอีกด้วย

สรีระและหลักการตัดแต่งกิ่งต้นไม้


ถ้าเราแบ่งต้นไม้ออกเป็น 3 โซนตามรูป โซน 1 มักจะมีกิ่งใบที่แข็งแรง แต่การเติบโตของโซน 1 จะบดบังแสงของโซน 2 ซึ่งเป็นโซนที่จะให้ผลที่มีคุณภาพดี โซน 1 จึงไม่ควรมีมากไป ส่วนโซน 3 มักจะให้ผลที่มีคุณภาพด้อยกว่าเนื่องจากถูกบดบังแสงแดด การลดจำนวนกิ่งในโซน 3 จะทำให้อาหารไปเลี้ยงผลที่โซน 2 อย่างเต็มที่ สรุปหลักการตัดแต่งกิ่งคือลดขนาดของโซน 1 และ 3 ลง เพื่อให้โซน 2 สามารถทำหน้าที่ได้เต็มที่ (http://www.bansuanporpeang.com/node/20690)


เทคนิคการตัดแต่งกิ่ง
  1. ช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการตัดแต่งกิ่งมะนาวคือ ประมาณช่วงเดือนมกราคม - มีนาคม  ซึ่งเป็นช่วงก่อนระยะพักตัว (dormant season) ซึ่งต้นไม้จะส่งอาหารไปเก็บไว้ที่กิ่งและตา หรือช่วงหลังจากที่มะนาวให้ผลผลิตแล้วเพื่อเตรียมตัวสำหรับปีต่อไป หลีกเลี่ยงการตัดแต่งกิ่งในช่วงที่ต้นไม้กำลังเจริญเดิบโตหรือกำลังเริ่มออกดอก
  2. สามารถเริ่มต้นตัดแต่งกิ่งมะนาวได้ตั้งแต่มะนาวมีอายุ 1-2 ปี
  3. การตัดแต่งกิ่งไม่ควรตัดออกเกิน 1 ใน 3 ของต้นในการตัดแต่งกิ่งแต่ละครั้ง
  4. ควรปลิดผลมะนาวที่ติดอยู่ที่ต้นออกให้หมดก่อนทำการตัดแต่งกิ่งมะนาว
  5. การตัดแต่งกิ่งควรตัดแต่งกิ่งบริเวณยอด หรือบริเวณโซน 1 ออกไปเพื่อให้แสงแดดเข้าถึง โดยเฉพาะในบริเวณโซน 2 ซึ่งจะทำให้ได้ผลผลิตดีขึ้น ตัวอย่างเช่น  กิ่งที่มีสีจางในภาพข้างล่าง ควรตัดออกไป
  6. ถ้าต้นมะนาวเป็นต้นที่ติดตาหรือต่อกิ่งมาจากต้นตอ ต้องกำจัดกิ่งที่แตกขึ้นมาจากต้นตอเดิม (Suckers) ออกให้หมดเพราะกิ่งจากต้นตอจะโตเร็วและแย่งอาหารจากกิ่งพันธ์ดี 
  7. ตัดแต่งกิ่งต้นไม้เป็นรูปปิรามิด เพื่อให้ใบไม้ด้านบนไม่บังแสงแดดใบไม้ด้านล่าง
  8. การตัดกิ่งให้ตัดเป็นมุมเอียงตามแนว EF ดังภาพ ไม่ตัดชิดลำต้นมากเกินไป (แนว GH) ซึ่งอาจจะทำให้ต้นไม้ตายได้หรือห่างเกินไป (แนว CD) ซึ่งอาจจะทำให้กิ่งเน่า ถ้ากิ่งมีขนาดใหญ่ให้ตัดจากด้านล่างของกิ่งและตัดด้านบนให้เหลื่อมกัน (ตามแนว AB) เพื่อป้องกันไม้่ให้กิ่งฉีก
  9. กำจัดขนาดเล็กกว่าแท่งดินสอ กิ่งแห้งตายติดลำต้น (stubs) กิ่งที่ไม่แข็งแรงหรือกิ่งที่เป็นโรคออกให้หมดทั้งต้น
  10. ตัดกิ่งบริเวณด้านล่างออกให้หมดเพื่อให้เห็นลำต้นที่แข็งแรง หรือกิ่งที่อยู่สูงจากพื้นน้อยกว่า 50 ซ.ม. (บริเวณโซน 3)
  11. พิจารณาเลือกกิ่งที่แข็งแรง 3-5 กิ่ง เพื่อให้เป็นกิ่งโครงสร้างหลัก เพื่อให้แตกกิ่งติดผลต่อไป
  12. เมื่อดูจากแนวดิ่งลงมาแล้ว กิ่งไม่ควรแตกออกไปทุกทิศทางมากเกินไป เพระจะบดบังแสง และไม่ควรจะมีความยาวของกิ่งเท่ากันหมด ควรจะมีความแตกต่างกันบ้างเพื่อให้แสงเข้าถึงกิ่งตรงกลางได้ดีขึ้น
  13. ตัดกิ่งกระโดงหรือที่ตั้งตรงๆออกโดยสรีระแล้วกิ่งแบบนี้จะให้ผลยากเพราะมีการเติบโตในแนวตั้งฉากสูงและจะดูดสารอาหารไปใช้มาก  (โซน 1)
  14. ตัดกิ่งที่น้อยกว่า 45 องศา วัดจากยอดออกมา เพราะมีความชันเกินไป (โซน 1 อีกเช่นกัน)
  15. ตัดกิ่งกลางออกเพื่อเปิดให้แสงแดดเข้าถึง
  16. ตัดกิ่งที่โค้งเข้าหาพุ่ม เพราะจะไปบดบังแสงกันเอง กิ่งที่ไขว้ทับกัน และกิ่งหางหนูที่สั้นตุ่น ๆ
  17. ตัดกิ่งที่แตกออกจากลำต้นซึ่งชิดกันเกินไป เพื่อให้กิ่งแต่ละกิ่งมีระยะห่างที่เหมาะสม
อ้างอิง
http://www.youtube.com/watch?v=JvqHnthlwMY
http://www.bansuanporpeang.com/node/20690
http://www.wikihow.com/Prune-a-Lemon-Tree
http://www.theiowagardener.com/Pruning_Small_Trees.html

วันอังคารที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2556

Excel จัดตารางการทำงานพนักงาน

เดี๋ยวนี้ มีกิจการที่ต้องว่าจ้างคนทำงานเป็นกะ ๆ มีคนเข้าออกเป็นประจำ ทำให้การจัดเก็บข้อมูลพนักงานค่อนข้างจะมีปัญหา ต้องเสียเวลาในการจัดทำบัญชีและการคิดค่าจ้าง

ผมเขียนงาน Excel ที่ช่วยให้นายจ้างสามารถจัดพนักงานเข้าทำงานเป็นช่วง ๆ พร้อมทั้งจัดเก็บข้อมูล และคำนวณเงินให้ตามอัตราค่าจ้างรายชั่วโมงที่กำหนด

แผ่นงานใช้ง่าย ดาวน์โหลดไปใช้ได้ฟรี  ไปที่แถบดาวน์โหลดและเลือกดาวน์โหลดเองนะครับ

สำหรับผู้ที่สนใจเกี่ยวกับการใช้สูตรที่เกี่ยวข้อง เช่น การใช้สูตรเกี่ยวกับวันที่ เช่น ให้ Excel คำนวณหาวันที่จากวันเริ่มต้นที่กำหนด การหาชื่อวันในสัปดาห์ การจัดทำ drop down list และอื่น ๆ ก็สามารถดาวน์โหลดไปดูตัวอย่างการใช้งานได้ เหมือนกัน

ดูวิธีการใช้งานได้จากวิดีโอข้างล่างนี้