ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

โรคเบาหวาน

โรคเบาหวานเป็นโรคที่พบมาก โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ แต่ปัจจุบันพบว่า คนหนุ่มสาวเริ่มเป็นเบาหวานกันมากขึ้น เบาหวานเป็นโรคที่น่ากลัว แต่ป้องกันได้

คุณหมอดาเลีย อธิบายสาเหตุของโรคและการป้องกันไว้อย่างน่าสนใจ

เบาหวานเกิดจากการที่น้ำตาลในกระแสเลือดไม่สามารถเข้าสู่เซลล์ในร่างกายเพื่อให้ร่างกายสามารถนำน้ำตาลไปใช้ประโยชน์ได้

คนเราได้รับน้ำตาลในรูปของคาร์โบไฮเดรท จากการรับประทานอาหารต่าง เช่น ข้าว ขนมหวาน ต่าง ๆ น้ำตาลนี้จะเข้าไปในกระแสเลือด  หน้าที่ของร่างกายคือการนำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์เพื่อนำไปใช้ เหมือนกับการที่เราไปนั่งรอพบหมอ และเข้าห้องตรวจเพื่อพบหมอ แต่เข้าไม่ได้เพราะไม่มีกุญแจเข้าห้อง  การที่น้ำตาลจะเข้าสู่เซลล์ได้ต้องใช้อินซูลิน ซึ่งเปรียบเสมือนกับกุญแจที่จะไขเข้าห้อง


เด็ก ๆ ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1(Type I Diabetes) คือร่างกายสร้างอินซูลไม่พอ ทำให้น้ำตาลเข้าเซลล์ในร่างกายน้อย ทำให้น้ำหนักลด ซูบผอม ต้องฉีดอินซูลินเข้าร่างกาย เพื่อทำหน้าที่เปิดประตูให้น้ำตาลในกระแสเลือดเข้าไปในเซลล์ได้

สำหรับป่วยที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 (Type II Diabetes) จะเกิดในผู้ใหญ่ที่อายุ 20 30 ปีขึ้นไป ซึ่งร่างกายสามารถสร้างอินซูลินได้อย่างพอเพียง แต่มีปัญหาที่เกิดภาวะ ต้านอินซูลิน หรือ insulin resistance หรือ lack of insulin sensitivity คล้ายกับว่า เรามีลูกกุญแจแต่มีอะไรขวางประตูไว้ ทำให้เข้าห้องไม่ได้ ทำให้น้ำตาลเข้าสู่ผนังเซลล์ไม่ได้ สิ่งที่เป็๋นตัวต้านอินซูลินมีหลายอย่าง เช่น ไขมัน (fat) ความอ้วน (obesity) และอื่น ๆ ซึ่งทางการแพทย์มีวิธีที่จะลดภาวะการต้านอินซูลินได้

ประเด็นหลักของเรื่องก็คือ ต้องลดภาวะการต้านอินซูลิน ให้น้ำตาลสามารถเข้าสู่เซลล์ในร่างกายได้

วิธีแก้อย่างหนึ่งก็คือ ลดปริมาณน้ำตาลในกระแสเลือดลง เหมือนกับลดจำนวนผู้ป่วยที่นั่งรอพบหมอให้น้อยลง วิธีการก็คือ แก้ด้วยการรับประทานอาหารที่จะเป็นน้ำตาลให้น้อยลง

อีกอย่างหนึ่งคือการออกกำลังกาย การออกกำลังกายเปรียบเสมือนกับการหล่อลื่นกุญแจให้ไขประตูได้คล่องขึ้น

โดยปกติเป็นธรรมชาติของร่างกายที่จะรักษาสมดุลของร่างกายไว้ การมีปริมาณน้ำตาลในกระแสเลือดมากเกินไป เป็นอันตราย เมื่อมีความเค็มมาก ความหวานมากในกระแสเลือด ร่างกายจะแก้ด้วยการนำของเหลวเข้าสู่เส้นเลือดเพิ่มขึ้น ดังนั้นคนที่เป็นโรคเบาหวานจึงรู้สึกกระหายน้ำ แต่โชคร้าย ถ้ารู้สึกกระหายน้ำแล้วดื่มน้ำอัดลมแทน คือแทนที่จะได้น้ำไปละลายน้ำตาลให้เจือจางลง กลับเป็นการเพิ่มน้ำตาลให้มากขึ้น

นอกจากนี้ผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวานมักจะปัสสาวะบ่อย ทั้งนี้ก็เพราะร่างกายต้องการขับน้ำตาลออกโดยผ่านทางไต และออกเป็นปัสสาวะ

ในสมัยโบราณ วิเคราะห์โรคเบาหวานโดยดูจากปัสสาวะ ถ้าปัสสาวะมีน้ำตาลแสดงว่าเป็นโรคเบาหวาน ปัจจุบันใช้การตรวจเลือด ถ้าผลการตรวจเลือดมีน้ำตาลเกิน 300 หมอจะมีข้อแนะนำที่ต่างจากผู้ที่มีระดับน้ำตาล 140 หมอจะแนะนำให้พบหมอตา เพราะเมื่อมีน้ำตาลในกระแสเลือดมาก ร่างกายจะพยายามนำน้ำเข้าสู่เส้นเลือด ปัญหาคือ เส้่นเลือดจะสามารถรับปริมาณน้ำได้มากเพียงใด โดยเฉพาะเส้นเลือดที่ไม่แข็งแรง อาจจะโป่งและแตกได้

เส้นเลือดที่รั่วหรือไม่แข็งแรง และมีปริมาณน้ำตาลสูงจะทำให้เกิดโรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตา (Diabetic retinopathy) ทำให้ตาบอดได้

ถ้าหลอดเลือดไม่แข็งแรง เส้นประสาท ก็จะไม่แข็งแรง เกิดการอักเสบ แบคทีเรียและเชื้อราชอบน้ำตาล การทำงานของร่างกายก็ไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะการรักษาการอักเสพ แผลหายยาก อาจจะนำไปสู่การตัดแขนขาเพื่อรักษาแผลไม่ให้ลุกลามได้ในที่สุด

การป้องกันไม่ให้เป็นโรคเบาหวาน นอกจากจะระวังเรื่องการรับประทานอาหารให้ถูกต้อง และการออกกำลังกายแล้ว คุณหมอดาเลีย เน้นว่า ไม่ควรกินอาหารวันละมื้อเดียว เพราะการกินอาหารเพียงวันละมื้อ ทำให้ต้องกินอาหารจำนวนมาก นอกจากนี้การกินอาหารวันละมื้อ มีผลต่อตับอ่อน (Pancreas) ซึ่งทำหน้าที่สร้างอินซูลิน ตับอ่อนจะสร้างอินซูลินมากขึ้นเมื่อได้รับสัญญานจากกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก ถ้าไม่มีสัญญญานจากกระเพาะอาหาร จึงสร้างปัญหาให้กับตับอ่อน

ในสมัยมนุษย์ยุคถ้ำ คนกินอาหารเมื่อหิว ไม่มีมื้อเช้า มื้อกลางว้น มื้อเย็น มนุษย์ออกแบบมาให้กินเมื่อหิว ดูตัวอย่างเด็กเล็ก เราป้อนอาหารให้ตลอด ทุก 2-3 ชั่วโมง ไม่เว้นช่วงเป็นมื้อ ๆ

คำแนะนำของหมอดาเลีย คือ นอกจากจะ ระมัดระวังเรื่องอาหาร แล้ว เช่น หลีกเลี่ยงอาหารพวกแป้งและน้ำตาล กินอาหารที่มีประโยชน์ มีแคลเซี่ยม มีโปรตีน ผัก ผลไม้ แล้ว ไม่ควรกินอาหารเพียงวันละมื้อ แต่ให้ร่างกายได้รับอาหารอย่างสม่ำเสมอ



อ้างอิง

Doctor Daliah Show http://www.gcnlive.com/programs/drDaliah/archives.php ออกอากาศ January 26, 2013.

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

อุปมา อุปไมย สำนวนการเปรียบเทียบ ของไทย

การเตรียมสอบ ก.พ. ภาค ก. เพื่อสอบบรรจุเข้ารับราชการ มีการทดสอบความสามารถทั่วไป มักจะมี
ข้อสอบที่เกี่ยวกับอุปมาอุปไมย  ข้อสอบมีลักษณะ ให้หาตัวเลือกที่มีความหมาย ความสัมพันธ์คล้ายคลึง หรือเหมือนกับที่โจทย์กำหนดให้มา  หรือเติมข้อความที่มีความหมายสอดคล้องกับคำอุปมาอุปไมยที่ยกมาให้ เป็นต้น ดังนั้น การเข้าใจความหมายของคำอุปมาอุปไมย จึงช่วยให้ทำข้อสอบได้ดียิ่งขึ้น

คำอุปมาอุปไมย หมายถึง ถ้อยคำที่เป็นสำนวนพวกหนึ่ง กล่าวทำนองเปรียบเทียบ ให้เห็นจริง เข้าใจแจ่มแจ้งชัดเจน และสละสลวยน่าฟังมากขึ้น การพูดหรือการเขียน นิยมหาคำอุปมาอุปไมยมาเติมให้ได้ความชัดเจนเกิดภาพพจน์ เข้าใจง่าย เช่น

คนดุ หากต้องการให้ความหมายชัดเจน น่าฟัง และเกิดภาพพจน์ชัดเจนก็ต้องอุปมาอุปไมยว่า “ดุ เหมือน เสือ”
ขรุขระมาก การสื่อความยังไม่ชัดเจนไม่เห็นภาพ ต้องอุปมาอุปไมยว่า “ขรุขระเหมือนผิวมะกรูด” หรือ “ขรุขระเหมือนผิวพระจันทร์” ก็จะทำให้เข้าใจ ความหมายในรูปธรรมชัดเจนมากยิ่งขึ้น

คำอุปมาอุปไมยที่ควรรู้จัก (พิมพ์คำ/ข้อความ แล้วกดปุ่ม "ค้นหา")

แนวข้อสอบ เงื่อนไขสัญลักษณ์

ครั้งที่แล้ว ได้แนะนำหลักการทำ ข้อสอบ ก.พ. ภาค ก. ความสามารถทั่วไป เงื่อนไขสัญลักษณ์ มา แล้ว ถ้าใครยังไม่ได้อ่าน ก็คลิกกลับไปอ่านได้
ความจริง ข้อสอบเงื่อนไขสัญลักษณ์ เป็นข้อสอบไม่ยาก ถ้าเข้าใจหลักการ และมีทักษะความชำนาญ ใจเย็น ๆ อย่าตื่นเต้น โดยเฉพาะการดูเครื่องหมายต่าง ๆ อย่าดูผิด เช่น เครื่องหมายมากกว่า (>) น้อยกว่า (<) เป็นต้น เพราะการแก้ปัญหาโจทย์เงื่อนไขสัญลักษณ์ หรือ inequality ก็คล้ายกับการแก้ปัญหาสมการโดยทั่วไป นั่นเอง คือ สามารถบวก ลบ คูณ หาร ด้วยจำนวนที่เท่ากัน ทั้งสองข้างของเครื่องหมายได้ กลับเศษเป็นส่วนได้ แต่ก็มีบางเรื่อง บางรายละเอียดที่แตกต่างกันบ้าง ซึ่งอ่านได้จาก ข้อสอบ ก.พ. ภาค ก. ความสามารถทั่วไป เงื่อนไขสัญลักษณ์ นะครับ ครั้งนี้ จึงเป็นการนำแนวข้อสอบ เงื่อนไขสัญลักษณ์ เพื่อนำมาฝึกทำให้เกิดทักษะความชำนาญ เพื่อจะได้ทำข้อสอบได้รวดเร็วขึ้น เพราะในห้องสอบ เวลาจัดได้ว่ามีค่ามาก ยิ่งทำเร็วและถูกต้อง ยิ่งดี คำสั่ง

เลือกตอบข้อ 1. ถ้าข้อสรุปทั้งสอง ถูกด้องหรือเป็นจริง ตามเงื่อนไข
เลือกตอบข้อ 2. ถ้าข้อสรุปทั้งลอง ผิดหรือไม่เป็นจริง ตามเงื่อนไข
เลือกตอบข้อ 3. ถ้าข้อ…

เทคนิคการทำ ข้อสอบ อนุกรม ของ ก.พ.

|ประเภทของอนุกรม เทคนิคการทำโจทย์เลข อนุกรม ข้อแนะนำเพิ่มเติม |


ข้อสอบเลขอนุกรม ของ ก.พ. ต้องการวัดความถนัดทางด้านตัวเลข โดยการจัดทำตัวเลขเป็นชุด ๆ ที่มีความสัมพันธ์กันบางอย่าง โดยให้ผู้เข้าสอบได้แสดงความถนัดด้านตัวเลข ในการวิเคราะห์และแก้ปัญหาตามที่โจทย์ระบุ


ประเภทของอนุกรม รูปแบบความสัมพันธ์ของตัวเลขอนุกรมเท่าที่พบบ่อย ๆ มีหลายประเภท เช่น

ก. อนุกรมเชิงเดี่ยว 

ได้แก่ชุดตัวเลขที่เป็นอนุกรมเพียงชุดเดียว เช่น
ค่าของตัวเลขเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอย่างเป็นระบบ โดยการบวก หรือ คูณ ตัวเลขก่อนหน้า เช่น บวกด้วยตัวเลขที่เป็นค่าคงที่ เช่น    5   10   15   20   ...?...
บวกด้วยตัวเลขที่มีระบบ เช่น     1    2    5    10   ...?...
คูณด้วยค่าคงที่ เช่น   1   3   9   27   ...?...
มีทั้ง บวก ลบ คูณ หรือหาร สลับกัน เช่น บวกแล้วคูณด้วยค่าคงที่สลับกัน ดังตัวอย่าง  5   7    14   16  32   ...... มีการ บวก ลบ คูณ หรือ หาร ร่วมกัน เช่น  15   31   63   127   255  ...?...
ในตัวอย่างนี้ จะเห็นว่า ตัวเลขตัวแรกคูณด้วย 2 และบวกด้วย 1 จะได้ตัวเลขตัวถัดไป คูณด้วยค่าคงที่ที่เป็นเศษส่วน ให้สังเกตความสัมพันธ์ว่า ตัวเลขก่อนหน้า …