ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

sumproduct() ฟังก์ชันการรวมที่น่าสนใจ

SUMPRODUCT เป็นสูตรที่ใช้สำหรับ การหาผลคูณของคอลัมน์ตั้งแต่ 2 คอลัมน์ขึ้นไป และเอาผลที่ได้จากการคูณนั้น มารวมกัน เช่น
จากภาพ ถ้าเราไม่ใช้ SUMMPRODUCT หาผลรวมของทั้งหมด เราอาจจะหาผลคูณ ของแต่ละรายการ แล้วนำมารวมกัน เป็นผลรวมทั้งหมด เช่น F3 เขียนสูตร D3*E3, F4เขียนสูตร D4*E4 ไปเรื่อย ๆ ...จากนั้น จึงหาผลรวม เช่น ที่ F8 เขียนสูตรว่า Sum(F3:F6) ก็จะได้ ดังนี้
จะเห็นว่า มีการทำงาน 2 ขั้นตอน คือต้องหาผลคูณก่อน แล้วจึงนำมารวมกันอีกครั้ง 

แต่ถ้าใช้สูตร SUMPRODUCT ซึ่งโปรแกรมจะทำงานเช่นเดียวกับข้างต้น คือหาผลคูณแต่ละรายการ และนำผลที่ได้มารวมกัน ข้อแตกต่างคือ ทำเพียงครั้งเดียว และสามารถยืดหยุ่นได้ ซึ่งจะได้แสดงให้ดูต่อไปว่า ยืดหยุ่นได้อย่างไร ผลที่ได้จากการใช้ SUMPRODUCT ในช่อง F8 มีดังนี้
หลักการ

  • SUMPRODUCT ต้องการข้อมูลที่เป็น array หรือพูดง่าย ๆ ว่าเป็นข้อมูลชุดที่ติดต่อกัน เช่นในตัวอย่าง เป็นข้อมูลในคอลัมน์
  • ถ้ามีมากกว่า 1 คอลัมน์ ข้อมูลนั้น ต้องมีจำนวนเท่ากัน
  • เราสามารถเพิ่มความยืดหยุ่น โดยการกำหนดเงื่อนไขในแต่ละคอลัมน์ได้

วิธีการ

  1. กรอกข้อมูล ดังภาพ
  2. ที่ช่อง F8 พิมพ์สูตร และระบุข้อมูล คอลัมน์สินค้า (C3:C6) และราคา (D3:D6) ดังนี้ (ขอให้สังเกตว่า ระหว่างคอลัมน์ เราใช้เครื่องหมายคอมม่า คั่นกลาง ระหว่างช่วงข้อมูลในวงเล็บ)
  3. หกากากดปุ่ม ENTER จะได้ผลลัพธ์ ตามข้างต้น
  4. SUMPRODUCT สามารถยืดหยุ่นได้ โดยเราสามารถสร้างเงื่อนไขให้รวมเฉพาะรายการสบู่เท่านั้น เราเขียนคำสั่งดังนี้
  5. เงื่อนไขที่เพิ่มเข้ามา คือในช่วง C3:C6 ให้เอาข้อมูลมาเฉพาะที่มีค่าเท่ากับ สบู่ เท่านั้น จะสังเกตเห็นได้ว่า เราคร่อมคำว่า สบู่ ด้วยเครื่องหมายคำพูด และทั้งหมดอยู่ในวงเล็บ และใช้เครื่องหมายคูณ ซึ่งใน Excel ใช้เครื่องหมายดอกจันทร์ (*) เพื่อคูณกับข้อมูลเดิมของเรา
  6. เบื้องหลัง คือ โปรแกรมจะไปตรวจสอบก่อนว่า ในช่วง C3:C6 ตามที่เรากำหนดว่ามีตัวใดบ้างที่เท่ากับคำว่า สบู่ ถ้ามี ก็จะให้ค่าเป็นจริง หรือเท่ากับ 1 ถ้าไม่ใช่คำว่า สบู่ ก็จะให้ค่าเป็นเท็จ หรือ มีค่าเป็น 0 ซึ่งเมื่อนำค่าแต่ละแถวมาคูณกัน ถ้าเป็น 0 ผลลัพธ์ก็เป็น 0 ถ้าเป็น 1 ผลลัพธ์ก็จะเท่าเดิม แล้วจึงนำผลที่ได้ทั้งหมดมารวมกัน เป็นผลรวมของสบู่ ดังนี้

    หรือ
  7. ถ้าเราสั่งให้ประเมินสูตรในช่อง F8 (Office 2007-2010 ไปที่แถบ สูตร เลือกดูกลุ่ม ตรวจสอบสูตร และคลิกปุ่ม ประเมินสูตร) ซึ่งในช่อง F8 เราใช้สูตร SUMPRODUCT จะเห็นว่า มีการประเมินผล ก่อนที่จะนำไปคูณ ดังนี้
  8. จะเห็นว่า การประเมินข้อมูลก่อนที่จะนำไปคูณกัน คือ TRUE FALSE FALSE TRUE หรือ 1 0 0 1 นั่นเอง ซึ่งสอดคล้องกับที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
ในกรณีที่มีเงื่อนไขมากกว่า 1 เงื่อนไข

เราใช้หลักการการประเมินเป็น true หรือ false กับเงื่อนไขแต่ละเงื่อนไขเสียก่อน จากนั้นจึงเอาผลมาคูณกัน คือ ถ้า เงื่อนไขทั้ง 2 เป็นจริง ก็จะได้ 1 แต่ถ้าเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งเป็นเท็จ ก็จะได้ 0 ซึ่งส่วนนี้จะเป็นค่าแรกที่ป้อนเข้าสูตร sumproduct จากนั้นจึงกำหนดคอลัมน์ที่ 2 ให้กับสูตร sumproduct ลองดูตัวอย่างจากภาพข้างล่างนี้ 

ถ้าอยากทราบว่า ยอดขายของสมหมาย เดือนมกราคม มียอดเท่าไรจะต้องทำอย่างไร นั่นคือ ต้องมีการกำหนดเงื่อนไข 2 เงื่อนไข
  • เงื่อนไขแรก คือ ชื่อ = สมหมาย
  • เงื่อนไขที่ 2 คือ เดือน = ม.ค.
ถ้าเงื่อนไขทั้งสองเป็นจริง จึงให้เอาคอลัมน์ที่เป็นยอดขายมารวมกัน (จากในข้อมูล จะเป็นการ ขายสบู่ รวมกับยาสระผม)

สูตรที่ต้องการ จึงมีดังนี้

=SUMPRODUCT((B2:B7="สมหมาย")*(C2:C7="ม.ค."),E2:E7)

ผลการประเมินจากสูตร จะเป็นอย่างนี้
ผลที่ได้คือ
ถ้าคลิกที่ช่อง E10 และให้ประเมินสูตรดู ผลที่ได้ จะเป็น ดังนี้









ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

อุปมา อุปไมย สำนวนการเปรียบเทียบ ของไทย

การเตรียมสอบ ก.พ. ภาค ก. เพื่อสอบบรรจุเข้ารับราชการ มีการทดสอบความสามารถทั่วไป มักจะมี
ข้อสอบที่เกี่ยวกับอุปมาอุปไมย  ข้อสอบมีลักษณะ ให้หาตัวเลือกที่มีความหมาย ความสัมพันธ์คล้ายคลึง หรือเหมือนกับที่โจทย์กำหนดให้มา  หรือเติมข้อความที่มีความหมายสอดคล้องกับคำอุปมาอุปไมยที่ยกมาให้ เป็นต้น ดังนั้น การเข้าใจความหมายของคำอุปมาอุปไมย จึงช่วยให้ทำข้อสอบได้ดียิ่งขึ้น

คำอุปมาอุปไมย หมายถึง ถ้อยคำที่เป็นสำนวนพวกหนึ่ง กล่าวทำนองเปรียบเทียบ ให้เห็นจริง เข้าใจแจ่มแจ้งชัดเจน และสละสลวยน่าฟังมากขึ้น การพูดหรือการเขียน นิยมหาคำอุปมาอุปไมยมาเติมให้ได้ความชัดเจนเกิดภาพพจน์ เข้าใจง่าย เช่น

คนดุ หากต้องการให้ความหมายชัดเจน น่าฟัง และเกิดภาพพจน์ชัดเจนก็ต้องอุปมาอุปไมยว่า “ดุ เหมือน เสือ”
ขรุขระมาก การสื่อความยังไม่ชัดเจนไม่เห็นภาพ ต้องอุปมาอุปไมยว่า “ขรุขระเหมือนผิวมะกรูด” หรือ “ขรุขระเหมือนผิวพระจันทร์” ก็จะทำให้เข้าใจ ความหมายในรูปธรรมชัดเจนมากยิ่งขึ้น

คำอุปมาอุปไมยที่ควรรู้จัก (พิมพ์คำ/ข้อความ แล้วกดปุ่ม "ค้นหา")

แนวข้อสอบ เงื่อนไขสัญลักษณ์

ครั้งที่แล้ว ได้แนะนำหลักการทำ ข้อสอบ ก.พ. ภาค ก. ความสามารถทั่วไป เงื่อนไขสัญลักษณ์ มา แล้ว ถ้าใครยังไม่ได้อ่าน ก็คลิกกลับไปอ่านได้
ความจริง ข้อสอบเงื่อนไขสัญลักษณ์ เป็นข้อสอบไม่ยาก ถ้าเข้าใจหลักการ และมีทักษะความชำนาญ ใจเย็น ๆ อย่าตื่นเต้น โดยเฉพาะการดูเครื่องหมายต่าง ๆ อย่าดูผิด เช่น เครื่องหมายมากกว่า (>) น้อยกว่า (<) เป็นต้น เพราะการแก้ปัญหาโจทย์เงื่อนไขสัญลักษณ์ หรือ inequality ก็คล้ายกับการแก้ปัญหาสมการโดยทั่วไป นั่นเอง คือ สามารถบวก ลบ คูณ หาร ด้วยจำนวนที่เท่ากัน ทั้งสองข้างของเครื่องหมายได้ กลับเศษเป็นส่วนได้ แต่ก็มีบางเรื่อง บางรายละเอียดที่แตกต่างกันบ้าง ซึ่งอ่านได้จาก ข้อสอบ ก.พ. ภาค ก. ความสามารถทั่วไป เงื่อนไขสัญลักษณ์ นะครับ ครั้งนี้ จึงเป็นการนำแนวข้อสอบ เงื่อนไขสัญลักษณ์ เพื่อนำมาฝึกทำให้เกิดทักษะความชำนาญ เพื่อจะได้ทำข้อสอบได้รวดเร็วขึ้น เพราะในห้องสอบ เวลาจัดได้ว่ามีค่ามาก ยิ่งทำเร็วและถูกต้อง ยิ่งดี คำสั่ง

เลือกตอบข้อ 1. ถ้าข้อสรุปทั้งสอง ถูกด้องหรือเป็นจริง ตามเงื่อนไข
เลือกตอบข้อ 2. ถ้าข้อสรุปทั้งลอง ผิดหรือไม่เป็นจริง ตามเงื่อนไข
เลือกตอบข้อ 3. ถ้าข้อ…

เทคนิคการทำ ข้อสอบ อนุกรม ของ ก.พ.

|ประเภทของอนุกรม เทคนิคการทำโจทย์เลข อนุกรม ข้อแนะนำเพิ่มเติม |


ข้อสอบเลขอนุกรม ของ ก.พ. ต้องการวัดความถนัดทางด้านตัวเลข โดยการจัดทำตัวเลขเป็นชุด ๆ ที่มีความสัมพันธ์กันบางอย่าง โดยให้ผู้เข้าสอบได้แสดงความถนัดด้านตัวเลข ในการวิเคราะห์และแก้ปัญหาตามที่โจทย์ระบุ


ประเภทของอนุกรม รูปแบบความสัมพันธ์ของตัวเลขอนุกรมเท่าที่พบบ่อย ๆ มีหลายประเภท เช่น

ก. อนุกรมเชิงเดี่ยว 

ได้แก่ชุดตัวเลขที่เป็นอนุกรมเพียงชุดเดียว เช่น
ค่าของตัวเลขเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอย่างเป็นระบบ โดยการบวก หรือ คูณ ตัวเลขก่อนหน้า เช่น บวกด้วยตัวเลขที่เป็นค่าคงที่ เช่น    5   10   15   20   ...?...
บวกด้วยตัวเลขที่มีระบบ เช่น     1    2    5    10   ...?...
คูณด้วยค่าคงที่ เช่น   1   3   9   27   ...?...
มีทั้ง บวก ลบ คูณ หรือหาร สลับกัน เช่น บวกแล้วคูณด้วยค่าคงที่สลับกัน ดังตัวอย่าง  5   7    14   16  32   ...... มีการ บวก ลบ คูณ หรือ หาร ร่วมกัน เช่น  15   31   63   127   255  ...?...
ในตัวอย่างนี้ จะเห็นว่า ตัวเลขตัวแรกคูณด้วย 2 และบวกด้วย 1 จะได้ตัวเลขตัวถัดไป คูณด้วยค่าคงที่ที่เป็นเศษส่วน ให้สังเกตความสัมพันธ์ว่า ตัวเลขก่อนหน้า …