วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2559

อุปมา อุปไมย สำนวนการเปรียบเทียบ ของไทย

การเตรียมสอบ ก.พ. ภาค ก. เพื่อสอบบรรจุเข้ารับราชการ มีการทดสอบความสามารถทั่วไป มักจะมีข้อสอบที่เกี่ยวกับอุปมาอุปไมย  ข้อสอบมีลักษณะ ให้หาตัวเลือกที่มีความหมาย ความสัมพันธ์คล้ายคลึง หรือเหมือนกับที่โจทย์กำหนดให้มา  หรือเติมข้อความที่มีความหมายสอดคล้องกับคำอุปมาอุปไมยที่ยกมาให้ เป็นต้น ดังนั้น การเข้าใจความหมายของคำอุปมาอุปไมย จึงช่วยให้ทำข้อสอบได้ดียิ่งขึ้น

คำอุปมาอุปไมย หมายถึง ถ้อยคำที่เป็นสำนวนพวกหนึ่ง กล่าวทำนองเปรียบเทียบ ให้เห็นจริง เข้าใจแจ่มแจ้งชัดเจน และสละสลวยน่าฟังมากขึ้น การพูดหรือการเขียน นิยมหาคำอุปมาอุปไมยมาเติมให้ได้ความชัดเจนเกิดภาพพจน์ เข้าใจง่าย เช่น

คนดุ หากต้องการให้ความหมายชัดเจน น่าฟัง และเกิดภาพพจน์ชัดเจนก็ต้องอุปมาอุปไมยว่า “ดุ เหมือน เสือ”
ขรุขระมาก การสื่อความยังไม่ชัดเจนไม่เห็นภาพ ต้องอุปมาอุปไมยว่า “ขรุขระเหมือนผิวมะกรูด” หรือ “ขรุขระเหมือนผิวพระจันทร์” ก็จะทำให้เข้าใจ ความหมายในรูปธรรมชัดเจนมากยิ่งขึ้น

คำอุปมาอุปไมยที่ควรรู้จัก

(ก่อนค้นหา ให้กดลิงค์ "อ่านเพ่ิมเติม" เพื่อคลี่ตารางออกเสียก่อน)

กรอบเป็นข้าวเกรียบ
กรอบเหมือนข้าวเกรียบ
กรีดกรายเป็นนางพญา
กรีดกรายเป็นนางหงส์
กลมเกลี้ยงราวกับกลึง
กลมเป็นลูกบิลเลียด
กลมเป็นลูกมะนาว
กลับกลอกเป็นกระบอกจังหัน
กลิ้งเป็นลูกขนุน

การหา index ของ Element id ใน Object Array ด้วย getElementsByTagName()

เรื่องมีอยู่ว่าผมใช้ searchhi ของ Stuart Langridge เพื่อใช้ search และมีการ hilight สีเหลืองข้อความที่ค้นหา ปรากฏว่า เอามาใช้บน Blogger เรื่อง สุภาษิตสำนวนไทย ปรากฏว่า พอกดค้นคำปุ๋บ คำค้นหาถูกป้ายสีเหลืองเต็มหมดไปทั้งหน้า แต่จริง ๆ ที่ต้องการให้ค้นคือข้อความที่อยู่ในตารางเท่านั้น ข้อความที่พิมพ์ค้นหา แต่อยู่นอกตารางไม่ต้องไปยุ่งด้วย ตรวจดูโค้ด เห็นเขาใช้

getElementsByTagName('body')[0]

คือให้ไปเอา element ที่เป็น body ดังนั้น ในหน้า Blogger ทั้งหมด จึงอยุ่ในบริเวณที่เขาจะทำการป้ายสีเหลืองให้ ดังนั้น จึงเหลืองทั้งหน้า ทุก Post ซึ่งไม่เป็นที่ต้องการ

 ข้อมูลที่จะให้ค้นหาของผม อยู่ในตาราง ที่ใช้ id ว่า myTable คือ <table id="myTable">ดังนั้น ผมจึงต้องระบุ tag name จาก body เป็น table

 แต่ปัญหาคือ แล้วเจ้า index [0] นั้น ตาราง id="myTable" ของผม จะเป็นเท่าไร เพราะ template ของ Blogger ก็คงจะมีอยู่หลายตารางเหมือนกัน ดังนั้น จึงต้องหา index และกำหนดให้ถูกคือ

getElementsByTagName('table')[?]

 เจ้าเครื่องหมายคำถามนี้แหละ ต้องหาให้ได้

สุภาษิต สำนวนไทย


(ก่อนค้นหา ให้คลิก "อ่านเพิ่มเติม" เพื่อคลี่ตารางออกก่อน
ท่านสามรถค้นหาเป็นคำก็ได้ - ไม่จำเป็นต้องพิมพ์ทั้งประโยค)

คำสุภาษิต/สำนวนไทยพร้อมความหมาย
หมวด ก.
สำนวน สุภาษิตความหมาย
ก ข ไม่กระดิกหูสอนไม่จำ เรียนเขียนอ่านแล้ว ไม่รู้เรื่อง อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้
กงเกวียนกำเกวียนเวรสนองเวร กรรมสนองกรรม ทำอะไรกับใครไว้ ย่อมได้รับผลกรรมนั้น
กบในกะลาครอบผู้มีประสบการณ์และความรู้น้อย แต่สำคัญตนว่ามีความรู้มาก
กรวดน้ำคว่ำขัน (คว่ำกะลา)ตัดขาดไม่เกี่ยวข้องด้วย
กระเชอก้นรั่วใช้จ่ายเงินสุรุ่ยสุร่าย ไม่ประหยัด ไม่เก็บหอมรอมริบ
กระดังงาลนไฟใช้เปรียบเทียบผู้หญิงที่เคย ผ่านการมีสามีหรือ แต่งงานมาแล้ว ย่อมรู้จักวิธีเอาอกเอาใจ ปรนนิบัติดูแลเอาใจใส่ ให้แก่ผู้ชายได้ดีกว่า ผู้หญิงที่ยังไม่เคยผ่านประสบการณ์ การแต่งงานมาก่อน

วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2559

กล้วยดิบ หรือ กล้วยสุก

มีคนบอกว่า กินกล้วยห่าม ๆ ดีกว่ากินกล้วยสุก จริงหรือไม่อย่างไร


กล้วย เป็นผลไม้่ที่มีประโยชน์หลายอย่าง กล้วยมีโปแตสเซี่ยมสูงมาก โปแตสเซี่ยมช่วยด้านการรักษาระดับความดันของโลหิต กล้วยมีเส้นใยหรือ fiber ซึ่งช่วยป้องกันโรคหัวใจ กล้วยดิบมีน้ำตาลน้อยแต่ก็มีข้อเสียอยู่บ้างเหมือนกัน

วันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

การลบช่องว่างก่อนข้อความ ใน MS Word 2010

วันนี้คัดลอกข้อความจากเว็บ จำนวนเป็นร้อย ๆ บรรทัด เอามาวางไว้ใน Word แต่เมื่อตรวจดูแล้ว พบว่า แต่ละบรรทัด มีการเว้นช่องว่างไว้ จำนน 1 ช่อง และการขึ้นบรรทัดใหม่ แต่ละบรรทัด เป็นการใช้ line break (↲) ทำให้ข้อความทั้งหมดกลายเป็นบรรทัดเดียว



ผมต้องการลบช่องว่างหน้าข้อความออก ถ้าจะลบทีละบรรทัดก็น่าจะใช้เวลาอยู่เหมือนกัน เพราะมีหลายบรรทัดมาก

วันพุธที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2559

การบันทึกและตัดต่อเสียง ด้วย Audacity อย่างง่าย

โปรแกรม Audacity เป็นโปรแกรมสำหรับการบันทึก และตัดต่อเสียงที่ดีมากโปรแกรมหนึ่ง และเป็น Freeware ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สามารถใช้บ้นทึกเสียงจากอินเทอร์เน็ตได้ และสามารถทำไฟล์เสียง เป็น podcast ออกอินเทอร์เน็ตได้อีกด้วย

Audacity มีคุณสมบัติสามารถตัดต่อเสียง ผสมเสียงจากหลาย ๆ ไฟล์เข้าด้วยกัน สามารถตกแต่งเสียง ตัดเสียงรบกวน ทำ Effect เสียงต่าง ๆ หลายอย่าง เป็นโปรแกรมตัดต่อเสียงระดับมืออาชีพ

ในเอกสารต่อไปนี้ จะเป็นการแนะนำการใช้งานเบื้องต้น ที่พอเพียงสำหรับการบันทึกและตัดต่อเสียง

https://drive.google.com/open?id=0Bwu_RylR4AyudkdLQU5ZS01UOEk

วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2559

อัตราส่วน ratios

ในการสอบ ก.พ. ภาค ก. ความสามารถทั่วไป คณิตศาสตร์ มักจะมีเรื่องอัตราส่วนรวมอยู่ด้วย การทำความเข้าใจเรื่องนี้ จึงเป็นประโยชน์ ทำให้สามารถทำข้อสอบ ก.พ. ได้ดีขึ้น

อัตราส่วน เป็นการเปรียบเทียบปริมาณของสองสิ่ง อัตราส่วน สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ
  1. ส่วนต่อส่วน หรือ part to part
  2. ส่วนต่อท้้งหมด หรือ part to whole
  3. อัตรา หรือ rate
ส่วนต่อส่วน (part to part)  อัตราส่วนในลักษณะนี้ จะพบเห็นโดยทั่ว ๆ ไป เช่น
ในสำนักงานแห่งหนึ่ง มีจำนวนพนักงานชาย:พนักงานหญิง = 8:7
หรือ พูดได้อีกอย่างว่า ทุก ๆ 8 คนที่เป็นพนักงานชาย จะมีพนักงานหญิงจำนวน 7 คน

ส่วนต่อทั้งหมด (part to whole) ส่วนทั้งหมด หาได้จากผลรวมของส่วนที่นำมาเปรียบเทียบกัน เช่น
พนักงานชาย:พนักงานหญิง = 8:7
พนักงานชาย:พนักงานทั้งหมด = 8:(8+7) = 8:15
หรือ
พนักงานหญิง:พนักงานทั้งหมด = 7:(8+7) = 7:15

อัตรา (rate) เป็นการเปรียบเทียบของ 2 สิ่งที่ไม่เหมือนกัน ไม่ใช่หน่วยเดียวกัน  เช่น
ความเร็ว 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง
ผู้ชาย:แมว = 1:3 เป็นต้น

อัตรา(rate) ต่างจาก ส่วนต่อส่วน ตรงที่ ส่วนต่อส่วนจะรักษาความสัมพันธ์ระหว่างกันไว้ตลอด สามารถหาจำนวนทั้งหมด โดยการบวกแต่ละส่วนเข้าด้วยกัน ซึ่งผิดกับ rate ซึ่งไม่สามารถทำได้ เช่น
ผู้ชาย:ผู้หญิง = 3:4 ส่วนรวม คือ 3+4 = 7
ความเร็ว 90 ก.ม./ชั่วโมง  ไม่สามารถ นำ 90 มาบวกกับ 1 ได้อย่างมีความหมาย


ตัวอย่างโจทย์ปัญหา เกี่ยวกับอัตราส่วน

พ่อตัดหญ้าในสวนได้เป็น 2 เท่าของลูก และเมื่อช่วยกัน 2 คน จะเสร็จใน 4 ช.ม. 30
นาที แต่ลูกไม่ว่าง พ่อจึงต้องตัดคนเดียว เพราะฉะนั้นพ่อต้องใช้เวลาในการตัด ทั้งหมดเท่าไร

อัตราส่วนที่กำหนดให้ เป็นลักษณะ part to part เราต้องงานของพ่อ ในลักษณะ part to whole จึงจะสามารถหาคำตอบได้

วิธีทำ

งานของพ่อ:งานของลูก = 2:1
∴ งานของพ่อ:งานทั้งหมด = 2:(1+2) = 2:3 หรือ 2/3

งานของพ่อ 2/3 ใช้เวลาทำทั้งสิ้น =  (4x60)+30 = 270 นาที
ถ้างานของพ่อทั้งหมด (คือ 1) จะใช้เวลาทำงาน = 270÷2/3 = (270x3)÷2 = 405 นาที

405 นาที คิดเป็นชั่วโมงได้ 6 ชั่วโมง 30 นาที

ตอบ พ่อทำงานคนเดียว ใช้เวลา 6 ชั่วโมง 30 นาที






https://qrfellows.wordpress.com/2013/11/11/did-you-know-there-are-three-kinds-of-ratios/

วันพุธที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2559

การคัดลอกและวางข้อมูลที่ไม่ซ้ำกัน ด้วย Excel

ในบางกรณีที่ต้องการคัดลอก และวางข้อมูล โดยข้อมูลไม่ซ้ำกัน เช่น มีชื่อซ้ำกัน 2 แห่ง ให้เอามาเพียงชื่อเดียว ตามตัวอย่าง ดังภาพ


จากตัวอย่าง จะเห็นว่ามีชื่อคนซ้ำอยู่หลายชื่อ เช่น ในข้อมูลมีชื่อ สมบูรณ์ อยู่ 2 แห่ง แต่ต้องการให้เอามาเพียงชื่อเดียว เพื่อไม่ให้มีชื่อซ้ำกัน

วิธีการ

เราสามารถคัดลอกและวางข้อมูลเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ไม่ซ้ำกัน โดยใช้การกรองขั้นสูง ซึ่งมีวิธีการ ดังนี้

  1. ลากดำบริเวณข้อมูล
  2. ไปที่ แถบข้อมูล กลุ่มเรียงลำดับและกรอง เลือก ขั้นสูง
  3. ที่หน้าจอ ตัวกรองขั้นสูง ให้เลือก คัดลอกไปที่ตำแหน่งอื่น กำหนดบริเวณที่จะคัดลอกไป และ ที่สำคัญคือ ต้องเลือก เฉพาะระเบียนที่แตกต่างเท่านั้น
  4. คลิก ตกลง จะได้รายชื่อที่ไม่ซ้ำกัน ในตำแหน่งที่กำหนด ดังภาพ

วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2559

เทคนิคการทำ ข้อสอบ อนุกรม ของ ก.พ.

| ประเภทของอนุกรม เทคนิคการทำโจทย์เลข อนุกรม ข้อแนะนำเพิ่มเติม |

ข้อสอบเลขอนุกรม ของ ก.พ. ต้องการวัดความถนัดทางด้านตัวเลข โดยการจัดทำตัวเลขเป็นชุด ๆ ที่มีความสัมพันธ์กันบางอย่าง โดยให้ผู้เข้าสอบได้แสดงความถนัดด้านตัวเลข ในการวิเคราะห์และแก้ปัญหาตามที่โจทย์ระบุ


ประเภทของอนุกรม
รูปแบบความสัมพันธ์ของตัวเลขอนุกรมเท่าที่พบบ่อย ๆ มีหลายประเภท เช่น

ก. อนุกรมเชิงเดี่ยว 

ได้แก่ชุดตัวเลขที่เป็นอนุกรมเพียงชุดเดียว เช่น
  1. ค่าของตัวเลขเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอย่างเป็นระบบ โดยการบวก หรือ คูณ ตัวเลขก่อนหน้า เช่น 
    1. บวกด้วยตัวเลขที่เป็นค่าคงที่ เช่น    5   10   15   20   ...?...
    2. บวกด้วยตัวเลขที่มีระบบ เช่น     1    2    5    10   ...?...
    3. คูณด้วยค่าคงที่ เช่น   1   3   9   27   ...?...
    4. มีทั้ง บวก ลบ คูณ หรือหาร สลับกัน เช่น บวกแล้วคูณด้วยค่าคงที่สลับกัน ดังตัวอย่าง  5   7    14   16  32   ......
    5. มีการ บวก ลบ คูณ หรือ หาร ร่วมกัน เช่น  15   31   63   127   255  ...?...
      ในตัวอย่างนี้ จะเห็นว่า ตัวเลขตัวแรกคูณด้วย 2 และบวกด้วย 1 จะได้ตัวเลขตัวถัดไป
       
    6. คูณด้วยค่าคงที่ที่เป็นเศษส่วน ให้สังเกตความสัมพันธ์ว่า ตัวเลขก่อนหน้า และตัวเลขที่ตามมา สามารถหารกันได้ลงตัว และได้ผลเท่ากันทุกคู่ เช่น 32   48   72   108   ...?...
       
    7. เพิ่มขึ้นโดยการคูณด้วยเลขที่มีระบบแล้วบวกหรือลบด้วยตัวเลขที่มีระบบ เช่น  5   13   43   177   891 ...?...
    8. ค่าของตัวเลขเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอย่างเป็นระบบ โดยการบวก หรือ คูณ ตัวเลขก่อนหน้าหลายชั้น เช่น  3   4   10   24   49   ...?...
    9. ตัวเลขยกกำลังด้วยตัวชี้กำลังคงที่แต่เลขฐานเพิ่มหรือลดอย่างมีระบบ เช่น 4  9   16   25   ...?...
  2. ค่าของตัวเลขลดลงต่อเนื่องอย่างเป็นระบบ
    1. ลดลงโดยการลบด้วยตัวเลขที่เป็นค่าคงที่ เช่น  135   122   109   96  ...?...
    2. ลดลงโดยการลบด้วยตัวเลขที่มีระบบ  17   13   10   8   ...?...
    3. ลดลงโดยการหารด้วยตัวเลขคงที่ เช่น 1000  100   10   1   ...?...  

    4. ตัวเลขยกกำลังความแตกต่างระหว่างพจน์ คือ หาความต่างระหว่างพจน์ (Common Difference หรือ CD) โดยการนำตัวเลขตัวหลัง ลบด้วยตัวเลขตัวหน้า แล้วยกกำลังสองของผลลัพธ์แต่ละตัว  เช่น  80   55   39   30   ...?...
  3. มีทั้งเพิ่มขึ้นและลดลงอย่างเป็นระบบ
    1. เพิ่มขึ้นและลดลงโดยการยกกำลังอย่างเป็นระบบและมีการบวกหรือลบเพิ่มด้วย เช่น  26   66   84   36   ...?...


    2. เพิ่มขึ้นหรือลดลง โดยการ บวกหรือลบเลขจำนวนที่อยู่ใกล้เคียงกัน ให้พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างคู่ เช่น เลขตัวหน้าเกิดจากเลขตัวหลังยกกำลังสอง เลขตัวหน้าลบด้วยเลขตัวหลัง ได้ตัวกลาง เป็นต้น หรือเลขจำนวนหน้า 2-3 จำนวน บวกลบกันแล้วได้ตัวเลขถัดไป เช่น  8   0   -2   6   4  8   ...?...
    3. เพิ่มขึ้นหรือลดลง โดยการกระทำของตัวเลขของจำนวนหน้า เช่น 48,12,76,13,54,9,32, __
      จะเห็นว่า 4+8 = 12, 7+6=13, 5+4=9  ดังนั้น คำตอบคือ 5  (3+2=5 นั่นเอง)

  4. อนุกรมที่เป็นเศษส่วน ส่วนใหญ่มักจะไม่ได้คิดค่าของเศษส่วน แต่มองความสัมพันธ์ของจำนวนนั้น ๆ กับจำนวนถัดไป เช่น   
    1. เศษของจำนวนแรกสัมพันธ์กับเศษของจำนวนที่สอง และส่วนของจำนวนแรก สัมพันธ์กับส่วนของจำนวนที่สอง เช่น  14    39     514      719     ........
    2. นำเศษของตัวแรกบวกกับส่วนของตัวแรกเป็นเศษของตัวที่สอง และส่วนของตัวแรกคูณด้วย 2 เป็นเศษของตัวที่สอง เป็นต้น เช่น  72    94     138      2116    ........
    3. บางครั้ง ต้องทำส่วนให้เท่ากัน เพื่อหาความสัมพันธ์ของเศษ เช่น   2   11 4    7 2     174       5   ........
  5. อนุกรมรูปแบบอื่น ๆ
    1. อนุกรมที่มีรูป จะเป็นความสัมพันธ์ของตัวเลขและตำแหน่งที่อยู่ในรูป หรือ หรือความสัมพันธ์ในลักษณะอื่น เช่น
    2. อนุกรมที่มีตัวอักษรประกอบ ความสัมพันธ์จะเป็นระหว่างตัวอักษรกับตัวอักษร และตัวเลขกับตัวเลข เช่น   3   C   5   F   7   I   9   ____
ข. อนุกรมหลายชุดซ้อนกัน 

ได้แก่ชุดตัวเลขที่เป็นอนุกรม 2-3 ชุด ซ้อนกันอยู่ มีข้อสังเกตคือ มักจะเป็นชุดตัวเลขที่มีความยาว หลายจำนวน เช่น   
       148   74   80   40   46   23   ...?...
       จากตัวอย่างจะเห็นว่ามีอนุกรมซ้อนกัน 2 ชุด ซี่งแต่ละชุดจะมีค่าลดลง โดยการลบด้วยตัวเลขที่เป็นระบบ คือลดลงโดยการหารด้วย 2 หรือลดลงครึ่งหนึ่ง ดังนี้
                         
      ในการแก้อนุกรมที่มีหลายชุดซ้อนกัน ให้พิจารณาอนุกรมที่จะส่งผลไปยังคำตอบ ซึ่งจะมีเพียงชุดเดียว ในตัวอย่างคือ อนุกรมชุดที่ 1 ในการหาคำตอบให้แก้ปัญหาเฉพาะอนุกรมที่ส่งผลไปยังคำตอบ เท่านั้น ในกรณีตัวอย่างคือ แก้ปัญหาของ อนุกรมที่ 1 
                         
กลับด้านบน



เทคนิคการทำโจทย์เลขอนุกรม
ก่อนอื่นต้องพิจารณาว่า โจทย์อนุกรมเป็นอนุกรมเดียว หรือมีอนุกรมซ้อนกันอยู่ ซึ่งสามารถสังเกตได้ง่าย คือ ถ้า โจทย์ให้ตัวเลขมาเกินกว่า 6 ตัว คาดว่า อาจจะมี 2 อนุกรมซ้อนกันอยู่ ให้แยกอนุกรมชุดที่จะนำไปสู่คำตอบออกมา  และวิเคราะห์หาคำตอบต่อไป

นอกจากนี้ ถ้าพบว่ามีตัวเลขคุ้น ๆ เช่น 16 25 32 64 81 125 หรือเลขใกล้เคียง ให้คาดว่า อาจจะมีการยกกำลัง และ/หรือ อาจจะมีการยกกำลังและมีการบวกหรือลบเพิ่มอีก

การวิเคราะห์อนุกรม

การวิเคราะห์อนุกรมไม่มีสูตรสำเร็จ ขึ้นอยู่กับความถนัดด้านตัวเลขและการฝึกฝน คำแนะนำต่อไปนี้เป็นเพียงกรอบเพื่อช่วยเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ให้รวดเร็วขึ้นเท่านั้น

  1. ถ้าชุดตัวเลขในอนุกรม เพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างต่อเนื่อง ให้ดูว่า ตัวเลขเพิ่มขึ้น/ลดลงมากหรือน้อย ถ้า เพิ่มขึ้นไม่มาก ให้ลองหาค่าผลต่างระหว่างตัวเลข โดยการนำตัวเลขตัวหลัง ลบด้วยตัวเลขตัวหน้า เช่น
  2. ถ้าหาค่าผลต่างระหว่างตัวเลข แล้ว 1 ครั้งแต่ยังไม่เห็นความสัมพันธ์ที่ชัดเจน ให้หาผลต่างเพิ่มเติมอีกชั้นหนึ่ง ไม่ควรหามากไปกว่า 3 ครั้ง ถ้า 3 ครั้งแล้วยังไม่พบรูปแบบใด ๆ แสดงว่า รูปแบบความสัมพันธ์ของอนุกรมนี้ไม่น่าจะเป็นการบวก หรือลบ แต่อาจจะมีอนุกรมซ้อนกันอยู่ หรือ เป็นผลจากการกระทำของเลขตัวหน้า 2 จำนวน เป็นต้น

    ภาพข้างล่างนี้ เป็นการแสดงการหาค่าผลต่างระหว่างตัวเลข จำนวน 3 ครั้ง หรือ 3 ชั้น  ซึ่งจะเห็นว่า  ในชั้นที่ 3 เราจะเห็นว่ามีการเพิ่มครั้งละ 3 เมื่อเห็นความสัมพันธ์ในลักษณะนี้ ให้คิดย้อนขึ้นไปหาคำตอบ ในตัวอย่าง คือ 88 (3+11 = 14, 14+25 = 39, 39+49 = 88)
  3. ถ้าตัวเลขเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มขึ้นหรือลดลงมาก อาจจะเป็นการคูณหรือหาร ให้ลองหาผลต่างระหว่างตัวเลข โดยการคูณหรือหาร
  4. ถ้าตัวเลขมีทั้งเพิ่มขึ้นและลดลง ให้ลองดูว่า ตัวเลขสามารถจัดอยู่ในรูปยกกำลังได้หรือไม่ ถ้าเป็นเลขใกล้เคียง อาจจะมีการบวกหรือลบร่วมด้วย เช่น
                         65 =  2 + 1
    และนอกจากนี้ ต้องคำนึงด้วยว่า ตัวเลขบางตัวสามารถยกกำลังได้หลายอย่าง เช่น 64 = 26 = 43 เป็นต้น
  5. ถ้าเป็นอนุกรมเลขเศษส่วน ให้มองหาความสัมพันธ์แยกกัน ระหว่างเศษและส่วน หรือ ทำส่วนให้มีค่าเท่ากัน แล้วดูความสัมพันธ์ของเศษ เป็นต้น
  6. ถ้าเป็นอนุกรมที่มีภาพ ให้พิจารณาตำแหน่ง และตัวเลขที่อยู่ในตำแหน่งนั้น ๆ หรือที่สัมพันธ์กัน


ข้อแนะนำเพิ่มเติม
  1. ควรฝึกฝน การบวก ลบ คูณ หาร และสูตรคูณ ให้คล่อง เพื่อความถูกต้องและรวดเร็วในการวิเคราะห์
  2. ฝึกฝนการทำเลขอนุกรมจำนวนมาก เพื่อหาประสบการณ์ จะทำให้สามารถคาดเดาและวิเคราะห์ได้คำตอบอย่างรวดเร็ว
  3. ถ้าคิดหาผลต่างระหว่างตัวเลข 3 ครั้งแล้วยังไม่เห็นระบบ ให้ลองตรวจดูว่า บวก ลบ คูณ หาร เลข ถูกต้องแล้วหรือไม่
  4. การหาผลต่างระหว่างตัวเลข ควรทดในกระดาษ เพื่อความถูกต้อง อีกทั้งยังสามารถตรวจสอบได้
  5. ควรทำความคุ้นเคยกับเลขยกกำลัง เลขฐาน 2 3 4 5 ยกกำลัง 2 3 4 5 6 เป็นต้น 
  6. ถ้าข้อใดใช้เวลาเกินกว่า 3 นาที ให้เก็บไว้ก่อน และทำข้อต่อไป ถ้ามีเวลาจึงย้อนกลับมาทำอีกครั้ง  

กลับด้านบน




วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

การลบบรรทัดว่าง ใน MS Word ที่คัดลอกมาจากเว็บ

การคัดลอกข้อความจากเว็บ มาวางใน Word จะมีสิ่งต่าง ๆ ติดมาด้วย เช่น พื้นหลัง ซึ่งได้แสดงวิธีการลบพื้นหลังออกแล้ว แต่ยังมีสิ่งอื่น ๆ อีก โดยเฉพาะ บรรทัดว่าง

บรรทัดว่าง ส่วนใหญ่จะพบว่า มีเครื่องหมายวงกลมเล็ก ๆ ซึ่งเป็นเครื่องหมาย non-breaking space อยู่หน้าเครื่องหมายย่อหน้าอยู่ด้วย ดังภาพ



เครื่องหมาย non-breaking space (ช่องว่างไม่แยก) มีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ฉีกคำหรือแยกคำ แต่เป็นอุปสรรคทำให้เราไม่สามารถใช้สัญญลักษณ์ ^p^p เพื่อค้นหา และแทนที่ด้วย ^p เพื่อลบบรรทัดว่าง ได้

วิธีการลบ


  1. ที่แถบ หน้าแรก เปิดหน้าจอ แทนที่
  2. ที่ช่องสิ่งที่ต้องการค้นหา ให้พิมพ์ ^s^p  (^s = non-breaking space และ ^p = paragraph)
  3. ถ้าไม่พิมพ์เอง จะหาเอาจากในเมนูก็ได้ อยู่ที่ เพิ่มเติม > พิเศษ > ช่องว่างไม่แยก
  4. ถ้าเลือกเอง ต้องเลือกเครื่องหมาย่อหน้าด้วยนะครับ 
  5. กดปุ่ม แทนที่ทั้งหมด บรรทัดว่างที่มี non-breaking space หรือ ช่องว่างไม่แยก และเครื่องหมายย่อหน้า จะถูกลบออกไป ดังภาพ
  6. แต่บางทีอาจจะมี บรรทัดว่าง ที่มีแต่เครื่องหมายย่อหน้าหลงอยู่ ก็ให้ใช้ ^p ไปแทนที่ ^p^p อีกครั้ง
  7. บรรทัดว่าง ก็จะหายไปหมด

วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

การลบสีพื้นหลังใน ms word

บางครั้งเมื่อคัดลอกและวางข้อความจากเว็บ มาไว้ที่โปรแกรม Microsoft Word จะมีพื้นหลังติดมาด้วย ทำอย่างไรก็ไม่ยอมออก ไม่รู้จะเอาออกได้อย่างไร ตามภาพ


วิธีการ
วิธีที่ง่ายที่สุด คือ เลือกทั้งหมด แล้วกด Ctrl + space bar หรือ Ctrl + Q ดังนี้

  1. กด Ctrl+A เพื่อเลือกท้้งหมด
  2. ลองกด Ctrl + Space bar
  3. ถ้าหากเป็นการใส่เงาที่บางส่วนของ paragraph ในลักษณะการจัดรูปแบบตัวอักษร ก็จะหายไป แต่ถ้าไม่หาย ดังภาพ
    จากภาพ จะเห็นว่า ตัวอักษรถูกปรับใหม่ให้เป็นแบบ Default แสดงว่า การจัดรูปแบบตัวอักษรถูกยกเลิกไปแล้ว ด้วย Ctrl + Space bar แต่พื้นหลัง หรือ background ยังคงอยู่
  4. ถ้ากด Ctrl + Space bar แล้ว ยังไม่หาย แสดงว่า พื้นหลัง เป็นการจัดรูปแบบของ paragraph หรือ ย่อหน้า ให้กด Ctrl + Q พื้นหล้งจะหายไป ดังภาพ
  5. เมื่อเอา highlight ออก โดยคลิกบริเวณนอกสีฟ้า จะได้ข้อความที่ไม่มีพื้นหลัง สามารถปรับอื่น ๆ เช่น ระยะห่างระหว่างย่อหน้า หรือ อื่น ๆ ได้ ตามต้องการ

วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

sometimes, sometime และ some time

sometimes เป็น adverb of frequency หมายถึง เป็นบางครั้ง ไม่บ่อยนัก เช่น
     - Sometimes, I just don’t understand what that man is saying.
     - บางครั้ง ฉันไม่เข้าใจว่า ชายคนนั้นกำลังพูดว่าอะไร
     - The 78 bus was sometimes completely full.
     - รถเมล์สาย 78 คันนั้น บางครั้งคนเต็มแน่นคัน

sometime เป็นคำ adverb หมายถึง สักวันหนึ่งในอนาคต หรือช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต แต่ไม่ทราบแน่ชัดว่าเมื่อไร เช่น
     -  He will wash the car sometime.
     - เขาจะล้างรถวันใดวันหนึ่งในอนาคต
     - Can I come and see you sometime?
     - วันหน้า ให้ฉันมาพบคุณได้ไหม
     - The cure for cancer will be found sometime.
     - สักวันหนึ่ง วิธีการรักษาโรคมะเร็งจะต้องถูกค้นพบ

some time เขียนแยกกันเป็น 2 คำ คำแรก คือ some ทำหน้าที่ขยายคำว่า time ซึ่งหมายถึงช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งอาจจะยาว หรือสั้น หรือไม่ทราบ ก็ได้ ขึ้นอยู่กับเนื้อหาที่พูด เช่น
     - For some time, the world has been known to be round.
     - เป็นเวลานานมาแล้ว ที่เรารู้ว่าโลกกลม
     - He has been studying Chinese for some time.
     - เขาเรียนภาษาจีนมานานพอควรแล้ว
   
     - I need some time to finish this project.
     - ฉันต้องการเวลาสักระยะหนึ่งจึงจะทำงานนี้ให้เสร็จ





วันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2559

การทักทาย Greetings

คำพูดที่ใช้ทักทายคนรู้จัก

การทักทายแบบคนกันเอง สามารถเลือกใช้คำพูดได้หลายอย่าง เช่น

     ❉ How are you?
     ❉ How's it going?
     ❉ What's up?
     ❉ What's happening?

การตอบคำทักทาย

How are you?

  • Fine
    สบายดี
    ใช้ได้ทุกโอกาส เป็นคำตอบกลาง ๆ คล้ายกับเป็นการตัดบท ไม่ต้องการสนทนาต่อ
  • Not bad
    ไม่เลวซะทีเดียว
    ค่อนข้างเป็นกันเองมากกว่า Fine 
  • Fine, thanks.
    สบายดี ขอบคุณ
    ค่อนข้างเป็นทางการ ใช้กับคนที่ไม่สนิทกัน หรือคนที่ไม่รู้จัก
  • Very well, thanks.
    สบายดี ขอบคุณ
    ค่อนข้างเป็นทางการ
  • Good. หรือ Pretty good.
    ก็สบายดี
    ค่อนข้างเป็นคำตอบที่เป็นกันเอง ใช้บ่อยเหมือนกัน
  • Great! How are you doing?
    แจ๋วเลย แล้วเป็นไงบ้าง
    มีการถามกลับ อย่างนี้ใช้เมื่อต้องการคุยต่อเนื่อง
  • I'm hanging in there.
    วันนี้ไม่ค่อยราบรื่นซักเท่าไร
  • I've been better.
    เคยดีกว่านี้
    เหมือนเป็นการบอกว่า อยากจะเล่าเรื่องปัญหาให้ฟัง ซึ่งส่วนใหญ่ถ้าตอบแบบนี้ คนฟังมักจะถามต่อว่า What's wrong?

    A: How are you?
    B: I've been better.
    A: What's wrong?
    B: I just found out that I'm being laid off.

How is it going?

       สามารถใช้คำตอบเหมือนกับถามว่า How are you? หรือ อาจจะตอบว่า
  • It's going well. ก็ได้
    เป็นคำพูดแบบกันเอง ใช้ได้กับเพื่อร่วมงาน ลูกค้า หรือคนรู้จักที่ไม่ได้พบกันไม่นานนัก

What's up?

คำถามนี้คล้ายกับถามว่า เป็นไงบ้าง มีอะไรใหม่ ๆ หรือ มีอะไรที่เปลี่ยนไปบ้าง เป็นต้น คำตอบไม่จำเป็นต้องตอบตามจริงทุกประการ หรือเล่าเรื่องราวในชีวิตให้ฟัง นอกเสียจากว่าต้องการที่จะคุยยาว ....

คำตอบส่วนใหญ่ มักจะตอบต่อไปนี้ เช่น
  • Nothing much.
    ไม่มีอะไรมาก
    เป็นคำตอบที่ใช้กันมากที่สุด และอาจจะต่อด้วยอะไรที่อยากจะเล่าให้ฟัง เช่น

    Nothing much. Just getting ready for a job interview.
    ไม่มีอะไรมาก เพียงแต่กำลังเตรียมสอบสัมภาษณ์เข้าทำงาน
  • Not a lot.
    ไม่มีอะไรมาก
    เป็นคำตอบยอดนิยมอีกคำตอบหนึ่ง เป็นตัวเลือกของคำตอบ Nothing much. ได้
  • Nothing
    ไม่มีอะไร
    เป็นคำตอบแบบตรง ๆ ความจริงไม่ควรใช้ เพราะจะทำให้ผู้ถามนึกว่า โกรธ หรือ ไม่สุภาพ
  • Oh, just the usual.
    ก็เหมือนเดิม ตามปกติ
  • Just the same old same old.
    เหมือนเดิม ๆ ซ้ำ ๆ
    ใช้กับงานประจำที่ออกจะเบื่อนิด ๆ
  • Oh gosh, all kinds of stuff!
    ใช้พูดเพื่อบอกว่า งานที่กำลังทำอยู่สนุกมาก ชอบด้วย


ที่มา
http://www.phrasemix.com/collections/how-to-respond-to-how-are-you-whats-up-and-other-conversatio

picture from:
http://www.fluentu.com/german/blog/german-greetings-say-hi-bye/




วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2559

I was wondering... VS I was wondered...

I was wondering ... VS I was wondered ...

I was wondering ... ใช้สำหรับการชักชวน หรือขอร้อง อย่าง สุภาพและเกรงใจ

ตัวอย่างประโยค


       I was wondering if you’d like to go to a movie tonight. (ชวนไปดูหนัง)
       I was wondering if you could lend me a few hundred baht. (ขอยืมเงิน)

I was wondered ... รูปประโยคแบบนี้ ไม่มี ห้ามใช้เด็ดขาด

คำว่า wonder ในความหมายนี้ เป็นกริยาชนิดที่ไม่มีกรรมตรง (Direct Object) ซึ่งเรียกคำกริยาพวกนี้ว่าเป็นชนิด intransitive คำกริยาประเภทนี้ มีหลายคำ เช่น walk  run และ sleep เป็นต้น 

กริยาที่เป็น intransitive จะใช้ในรูป Passive Voice ไม่ได้

ดังนั้นจึงพูดว่า I was wondered ... ไม่ได้นั่นเอง
ทำนองเดียวกัน
I was slept well last night. ก็ผิดเช่นเดียวกัน ต้องพูดเป็น
I slept well last night.

รูปกริยาของคำว่า wonder

wonder มีรูปกริยาได้ 2 แบบ คือ Active Simple และ  Active Continuous

Active Simple 
       I wonder ...
       I wondered ...
       I have wondered ...
      etc

Active Continuous
       I am wondering ...
       I was wondering ...
       I have been wondering ...
      etc 


I am wondering ... VS I was wondering...

ในประโยคขอร้องหรือชักชวน เรามักจะใช้ในรูปของ Past Tense เพื่อแสดงความเกรงใจ ไม่บังคับให้อีกฝ่ายหนึ่งต้องตอบรับ คือ จะตอบรับก็ได้ หรือจะตอบปฏิเสธก็ได้ ไม่เป็นการบังคับ เป็นการพูดอย่างสุภาพนั่นเอง 

      I was wondering if you'd like to come for dinner.



http://www.grammaring.com/verbs-which-cannot-be-used-in-the-passive-voice
http://english.stackexchange.com/questions/2132/why-is-the-past-tense-used-in-i-was-wondering-if-you-would-like-to-come-for-din
http://forum.thefreedictionary.com/postst31526_-I-m-wondering--or--I-m-wondered-.aspx

วันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2559

discuss หรือ discuss about

discuss หมายถึง สนทนาเกี่ยวกับ หรือ อภิปรายเกี่ยวกับ จึงไม่ต้องมีคำว่า about เพราะจะทำให้ซ้ำซ้อน เช่น

Let's discuss the issues.
ไม่ใช่
Let's discuss about the issues.

We need to discuss the new advertising campaign.
ไม่ใช่
 need to discuss about the new advertising campaign.

Do you have a few minutes to discuss this project?
ไม่ใช่
Do you have a few minutes to discuss about this project?

Have you discussed the problem with anyone?
ไม่ใช่
Have you discussed about the problem with anyone?

 I'm not prepared to discuss this on the phone.
ไม่ใช่
 I'm not prepared to discuss about this on the phone.

They met to discuss the possibility of working together.
ไม่ใช่
They met to discuss about the possibility of working together.

Discuss มีความหมายเดียวกับคำว่า talk about สามารถใช้แทนกันได้ เช่น

Let's talk about the issues.
We need to talk about the new advertising campaign.
Have you talked about the problem with anyone?

จำไว้เลยว่า discuss ไม่ต้องมีคำว่า about

คำอื่น ๆ ทำนองเดียวกันนี้ เช่น

enter/come into

He entered the room.
He came into the room.
ไม่ใช่
He entered into the room

approach/ go up to

He approached the dog.
He went up to the dog
ไม่ใช่
He approached up to  the dog.










วันเสาร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

การใช้ All และ All of

จำง่าย ๆ

ใช้ All of นำหน้าคำ pronoun เช่น us, you, it, him และ her เป็นต้น เช่น
All of us went to the museum.
พวกเราทั้งหมดไปที่พิพิธภัณฑ์

ใช้ All นำหน้าคำนาม ทั่ว ๆ ไป เช่น

All the chairs in this room are very old.
เก้าอี้ทั้งหมดในห้องนี้ เก่ามาก
All the students in my class are coming.
นักเรียนทั้งหมดในห้องของฉันจะมา

ความจริง จะใช้ All of นำหน้าคำนามทั่ว ๆ ไป ก็ได้ ไม่ผิดไวยากรณ์ เช่น พูดว่า

All of the students in my class are coming.
นักเรียนทั้งหมดในห้องของฉันจะมา

จะเห็นว่า ประโยคนี้ มีความหมายเท่ากับ All the students in my class are coming. ดังนั้น คำว่า of ในประโยคนี้ จึงไม่มีความหมายอะไร เป็นส่วนเกินที่ไม่จำเป็น ทำให้ฟุ่มเฟือย ไม่ใช่คำพูดที่สั้นและคม หรือ ที่เรียกว่ามัน  redundant ไม่ใช้จะดีกว่า

ถ้าเกิดเป็นข้อสอบ และมีตัวเลือกให้เลือก ระหว่าง all the students และ all of the students ให้เลือก all the students จะดีกว่า เพราะว่ามันดีกว่า นั่นเอง

อีกประโยคที่ใช้ได้ คือ ใช้ All นำหน้าคำนาม เช่น
All students are coming.
ถ้าเป็นความหมายกวน ๆ ก็หมายถึงว่า นักเรียนทั้งหมดในโลกนี้กำลังมาที่นี่
แต่ถ้าแบบเข้าใจกัน ก็จะหมายถึง นักเรียนทั้งหมดซึ่งเป็นที่รู้กันระหว่างผู้พูดและผู้ฟังว่าหมายถึงใครนั่นเอง ซึ่งก็จะมีความหมายเท่ากับ
All the students are coming.

คำว่า All ทำหน้าที่ได้ 2 อย่าง คือ เป็นคำ adjective และอีกอย่างคือทำหน้าที่เป็น pronoun

  • All students
    คำว่า all ทำหน้าที่เป็น adjective ขยายคำนาม คือ students
    คำ adjective จะใช้ขยาย pronoun ไม่ได้ เราจึงไม่พูดว่า all us แต่พูดว่า all of us
  • All of the students
    คำว่า all ทำหน้าที่เป็น คำ pronoun


แหล่งอ้างอิง
http://www.grammar-monster.com/lessons/all_of.htm






วันพุธที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ยกเลิกกรอบและเงาของภาพ ใน Dynamic Template ของ Blogger

การกำหนดใช้ หรือไม่ใช้กรอบภาพ และเงาของภาพ ใน Blogger สำหรับ Dynamic template
สำหรับ Dynamic Template มีขั้นตอน ดังนี้
  1. ไป Dashboard เลือก แม่แบบ
  2. เลือกกำหนดค่า
  3. เลือก ขั้นสูง
  4. เลือก เพิ่ม CSS
  5. พิมพ์โค้ดนี้ ในช่องที่กำหนด
    .entry-content img{
    box-shadow: none !important;
    padding: 0px !important;
    border: 0px !important;
    margin: 7px !important;
    }
  6. กดปุ่ม Enter บนคีบอร์ด หลังเครื่องหมาย }
  7. คลิกปุ่ม ใช้กับบล็อก
  8. กลับไปดูหน้าเว็บ จะเห็นว่า ภาพไม่มีกรอบอีกต่อไป
  9. ถ้าจะให้มีกรอบเหมือนเดิม ก็ลบโค้ดที่พิมพ์เข้าไปออก ก็จะได้กรอบเหมือนเดิม

ที่มา:
http://www.southernspeakers.net/2011/11/remove-border-and-shadow-from-blogger.html