วันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2559

การใช้ the กับชื่อต่าง ๆ เช่น ชื่อแม่น้ำ อ่าว ภูเขา สะพาน เป็นต้น

ชื่อแม่น้ำ อ่าว ภูเขา สะพาน ชื่อคน ชื่อประเทศ ต่าง ๆ เหล่านี้ เรียกว่าเป็นชื่อเฉพาะ หรือ คำนามชี้เฉพาะ หรือวิสามานยนาม หรือ Proper Nouns ซึ่งถือว่าเป็นคำนามที่ใช้เรียกชื่อ คน สัตว์ และสิ่งของต่าง ๆ คำนามชี้เฉพาะพวกนี้เมื่ออยู่ในประโยคภาษาอังกฤษ จะต้องใช้ตัวอักษรตัวใหญ่ขึ้นต้นเสมอ ไม่ว่าจะอยู่ต้นประโยค หรือส่วนไหนของประโยคก็ตาม เช่น สุดา (ชื่อคน) สามสี (ชื่อแมว) Bangkok (ชื่อเมือง) Mount Everest (ชื่อภูเขา) เป็นต้น

คำนามชี้เฉพาะเหล่านี้ ส่วนใหญ่ไม่ต้องมี article นำหน้า แต่บางคำก็มี the นำหน้า ทำให้สับสนอยู่มากเหมือนกัน กฏเกณฑ์ข้างล่าง แต่ละอย่างก็มีข้อยกเว้น จริง ๆ ต้องดูว่า ชื่อแต่ละชื่อ หน่วยงาน/องค์กร เจ้าของ หรือความนิยม เขาใช้กันอย่างไร ก็ใช้ตามนั้น

หลักโดยทั่วไป
  1. โดยทั่วไป ตามปกติ เราจะไม่ใช้ the นำหน้า ชื่อเฉพาะ ที่เป็นเอกพจน์ เช่น ชื่อคน ชื่อสัตว์ ชื่ออาคาร ชื่อร้านค้า เป็นต้น เราจะเรียกชื่อเฉย ๆ ไม่ต้องมีอะไรนำหน้า เช่น Suda Rakdee, 
  2. หลักกว้าง ๆ โดยทั่วไปอีกอย่างคือ ถ้าชื่อ มีคำว่า of หรือ มีคำที่เกี่ยวกับองค์กร เช่น institute, foundation หรือ orcorporation จะมี the นำหน้า เช่น The city of New Orleans, The Republic of Korea, the City University of New York, The Fulbright Foundation, the Chase Corporation, The Commonwealth of Virginia เป็นต้น 
การใช้ หรือ ไม่ใช้ the นำหน้าชื่อเฉพาะ
  1. ชื่อคน และการเรียกชื่อคนพร้อมตำแหน่ง ไม่ต้องมี the นำหน้า เช่น
    Suda, Suda Rakdee, Mrs Suda Rakdee, President Obama (ไม่ใช่ the President Obama), Captain Kerk, Doctor Well, Professor Smith, Uncle Jack, Aunt Jill เป็นต้น
    ยกเว้น
    • การเรียกนามสกุลคนมากกว่า 1 คน (เป็นพหูพจน์) ต้องมี the นำหน้า เช่น the Clintons (มี -s) อาจจะหมายถึง Bill Clinton และ Hillary Clinton (ถ้าเป็นนามสกุลแต่ละคนจะไม่มี -s) หรืออาจจะรวมถึงพี่น้องคนอื่น ๆ ด้วย ก็ได้
    • ในกรณีต้องการหาใครคนใดคนหนึ่งที่ชื่อนี้ ก็สามารถใช้ a นำหน้าได้ เช่น a Mr. David Jones
  2. ชื่อบริษัท หน่วยงาน องค์กร ธนาคาร โดยปกติ เราจะไม่ใช้ the นำหน้า เช่น
    Thai Airways, Microsoft, Mitsubishi, Samsung Electronics, Citibank เป็นต้น
    ยกเว้น
    • ชื่อบริษัทที่จดทะเบียน มีคำว่า the นำหน้าเป็นส่วนหนึ่งของชื่อ ก็ให้มี the เพราะเป็นส่วนหนึ่งของชื่อ ได้ เช่น The Post Publishing Public Co., Ltd
    • บริษัท/องค์กร ต่อไปนี้ มี the นำหน้า the Ford Motor Company, the Mitsubishi Manufacturing Company, the Carnegie Corporation of New York, the World Bank, the Bank of New York.
  3. ชื่อโรงแรม ชื่อรีสอร์ท ชื่อร้านอาหาร โดยปกติ เมื่อมีคำว่า hotel หรือ resort หรือ cafe หรือ restaurant ต่อท้าย จะมี the นำหน้า เช่น the Hua-Hin Grand Hotel, the Ritz Hotel, the Cholapruek Resort, the Heart Healthy Cafe เป็นต้น
    ยกเว้น
    • ไม่ใช้ the ถ้ามีคำว่า Hotel นำหน้า เช่น Hotel San Diego
    • ชื่อโรงแรม ชื่อรีสอร์ท ชื่อธนาคาร ชื่อร้านอาหาร ที่ตั้งชื่อตามชื่อผู้ก่อตั้ง สังเกตว่า อาจจะมีเครื่องหมาย 's อยู่ในชื่อด้วย จะไม่ใช้ the นำหน้า เช่น Steve's Hotel, Joe's Cafe, McDonalds เป็นต้น
    • ในกรณีที่มีร้าน ที่มีชื่อเดียวกันหลายแห่งและต้องการระบุให้ชัดเจน ต้องมี the นำหน้า แต่ต้องมีคำมาขยายด้วย เช่น the McDonalds next to the gas station
  4. ชื่อถนน ไม่มี the นำหน้า เช่น on Petchakasem Road, Main St., Astoria Blvd., Jewel Ave, Fifth Avenue เป็นต้น (ไม่ใช่ the Fifth Avenue แต่ถ้า the fifth avenue หมายถึง ถนนลำดับที่ 5 ซึ่งไม่ใช่ชื่อถนน - จะสังเกตเห็นว่า ไม่ได้ขึ้นด้วยตัวอักษรตัวใหญ่)
  5. ชื่ออาคาร หรือชื่อสถานที่ มี 2 คำ คำแรกเป็นชื่อคน หรือชื่อสถานที่ มักจะไม่มี the นำหน้า เช่น at Kennedy Airport, Alexander Palace, St Paul's Cathedral, Heathrow Airport, Don Muang Airport, Waterloo Station, Edinburgh Castle เป็นต้น
  6. ชื่อมหาวิทยาลัย ชื่อโรงเรียน
    • ชื่อ มหาวิทยาลัย โรงเรียน ส่วนใหญ่ไม่มี the นำหน้า เช่น Suankularb Wittayalai School, Lincoln Elementary School, Ford High School, Oregon State University, Yale University, Harvard University, Princeton University เป็นต้น
    • ถ้ามีคำว่า of รวมอยู่ในชื่อ หรือขึ้นต้นด้วยคำว่า University ให้มี the นำหน้า เช่น The University of Minnesota, The College of St. Catherine, The Massachusetts Institute of Technology 
      • ยกเว้น The Ohio State University, The Florida State University
    • ถ้าชื่อแรก เป็นชื่อคน หรือชื่อสถานที่ จะไม่ใช้ the นำหน้า เช่น Carleton College, South Dakota State University, Rensselaer Polytechnic Institute
    • โดยสรุปคือ ไม่ค่อยแน่นอน ต้องตรวจสอบจากแหล่ง เช่น เว็บไซต์ ว่า แต่ละแห่งใช้อย่างไร
  7. ชื่อสะพาน มี the นำหน้า เช่น the Brooklyn Bridge, the George Washington Bridge, the Verrazano-Narrows Bridge, the Golden Gate Bridge, the Albert Bridge
    ยกเว้น
    London Bridge, Tower Bridge, Waterloo Bridge, Westminster Bridge
  8. ชื่อเมือง ชื่อรัฐ ชื่อจังหวัด ไม่มี the เช่น in Ratchaburi, Illinois, Edison, Philadelphia
    ยกเว้น
    the Hague (กรุงเฮก ประเทศเนเธอแลนด์)
  9. ชื่อภูเขาเป็นลูก ๆ (Mount + ชื่อ) ไม่มี the นำหน้า เช่น Mount Everest, Mount Sinai, Mount Fuji
    ยกเว้น
    ถ้าเป็นชื่อเทือกเขา ทิวเขา ต้องมี the นำหน้า เช่น  the Andes, the Alps, the Himalayas
  10. ชื่อประเทศ
    • ชื่อประเทศ ที่ประกอบด้วยคำคำเดียว จะไม่มี the เช่น in China, Thailand, Argentina, Ireland, Iraq
    • ชื่อประเทศ มีคำว่า States หรือ Kingdom หรือ Republic จะมี the นำหน้า เช่น the US (the United States of America) the United Kingdom หรือ the UK the French Republic เป็นต้น
    • ชื่อประเทศที่เป็นพหูพจน์ มี s ต่อท้าย จะมี the นำหน้า เช่น the Netherlands, the Philippines
    • ชื่อประเทศพร้อมคำขยายทางการเมือง ให้ใช้ the นำหน้า เช่น The People's Republic of China, The Hong Kong Special Administrative Region
    • ชื่อประเทศที่รวมทิศอยู่ในชื่อ ไม่ต้องมี the นำหน้า เช่น North Korea, South Korea เป็นต้น
  11. ชื่อคลอง แม่น้ำ ชื่อทะเล ชื่อมหาสมุทร มี the นำหน้า เช่น the Chao Praya River, the Pearl River, the Suez Canal, the River Nile, the South China Sea, the Pacific Ocean
  12. ชื่อทะเลสาปที่ขึ้นต้นด้วย Lake ไม่มี the นำหน้า เช่น Lake Ontario, Lake Superior
    ยกเว้น
    ถ้าเป็นพหูพจน์ มี the นำหน้า เช่น the Great Lakes (ชื่อกลุ่มทะเลสาป ประกอบด้วย Lake Superior, Lake Michigan, Lake Huron, Lake Erie, และ Lake Ontario)
  13. ชื่ออ่าว (Bay) ถ้ามีคำว่า Bay ตามหลังชื่อ จะไม่มี the เช่น San Francisco Bay
    ยกเว้น
    ถ้า คำว่า Bay มาก่อนหน้า ให้มี the นำด้วย เช่น the Bay of Fundy, the Bay of Bengal
  14. ชื่ออ่าว (Gulf) มีคำว่า the นำหน้า เช่น the Persian Gulf,  the Gulf of Thailand
  15. ชื่อคาบสมุทร มีคำว่า the นำหน้า เช่น the Arabian Peninsula
  16. ชื่อเกาะ จะไม่มี the นำหน้า เช่น Fiji Islands, Prince Edward Island
    ยกเว้น
    ถ้าเป็นชื่อหมู่เกาะ จะมี the นำหน้า เช่น the Virgin Islands, the British Isles
  17. ชื่อทะเลทราย ชื่อป่า จะมี the นำหน้า เช่น the Gobi Desert, the Black Forest
  18. ชื่อทวีป ไม่มี the นำหน้า เช่น in Asia, America, Africa
  19. ชื่อรางวัล  เหรียญตรา ต่าง ๆ จะมี the นำหน้า เช่น the Nobel Prize, the Pulitzer Prize, the Pulitzer Prize for Music, the Academy Awards, the Academy Award for Best Actor
  20. ชื่อหนังสือพิมพ์ จะใช้ the นำหน้า เช่น The Nation, The Bangkok Post, The Times, The Washington Post
  21. อาคารที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง และชิ้นงานศิลปะ จะมี the นำหน้า เช่น the Empire State Building, the Taj Mahal, the Mona Lisa, the Sunflowers


https://learnenglish.britishcouncil.org/en/english-grammar/determiners-and-quantifiers/definite-article
https://www.grammarly.com/handbook/grammar/articles/12/geographical-use-of-definite-article-the/
https://www.englishclub.com/grammar/nouns-proper-no-the.htm
http://www.law.cuny.edu/legal-writing/students/multilingual/grammar/articles.html
http://www2.elc.polyu.edu.hk/cill/exercises/Articles&Geography.htm
http://usefulenglish.ru/grammar/part-8-articles-with-miscellaneous-proper-names

วันอังคารที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2559

hair/a hair/hairs

โดยทั่วไปเราคิดว่า hair (ผม/ขน) เป็นคำนามที่นับไม่ได้ หรือ uncountable noun เช่น ในประโยคต่อไปนี้


  • I wash my hair once a week.
    ฉันสระผมสัปดาห์ละครั้ง
  • I have my hair cut once a month.
    ฉันตัดผมเดือนละครั้ง
  • My hair is black but it is turning grey.
    ผมของฉันสีดำ แต่มันกำลังเปลี่ยนเป็นสีเทา
  • My cat loses a lot of hair.
    แมวของฉันขนร่วงเยอะเลย
แต่ในบางโอกาส เราต้องการพูดถึงเส้นผมแต่ละเส้น ซึ่งในลักษณะเช่นนี้แล้ว hair จะใช้เป็นคำนามที่นับได้ หรือ countable noun ทำให้เราสามารถใช้คำว่า a hair หรือ hairs ได้ เช่น

  • There is a hair in my soup.
    มีเส้นผมเส้นนึงอยู่ในซุปของฉัน
  • I just pulled out one of your white hairs.
    ฉันถอนผมสีขาวของคุณออกไปเส้นนึง (ในจำนวนหลายเส้น)



วันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2559

การสร้างเส้นขอบให้ตัวอักษร ใน Photoshop

ในตัวอย่างนี้ เราจะสร้างเส้นขอบรอบตัวอักษร 2 ชั้น ดังภาพ


วิธีการ

  1. เปิด ไฟล์ นำภาพเข้า และใช้ Type Tool เขียนข้อความ
  2. คลิกที่ชั้นของตัวหนังสือ แล้วคลิกที่ไอคอน Fx ด้านล่าง
  3. เลือก Stroke
  4. จะเปิดหน้าจอให้ตั้งค่าต่าง ๆ สำหรับ stroke ให้เลือก Fill Type เป็น Color เลือกสีที่ต้องการ และ กำหนดความหนา (Size) เป็น 3 px
  5. คลิก OK จะได้ตัวอักษรที่มีเส้นขอบ ดังภาพ
  6. สำหรับเส้นรอบตัวอักษรชั้นที่ 2 เราจะคัดลอกเอาสิ่งที่ทำแล้วมาปรับ
  7. คลิกขวาที่ชั้นตัวหนังสือที่มีเส้นกรอบที่ทำไว้แล้ว และเลือก Duplicate Layer
  8. จะเห็นว่ามีชั้นตัวหนังสือ 2 ชั้น ให้ดับเบิ้ลคลิกที่คำว่า Stroke ของชั้นล่าง
  9. จะเกิดหน้าจอให้ปรับค่า ให้เพิ่มค่า Size ให้มากขึ้น พร้อมทั้งเปลี่ยนสี เป็นสีอื่น 
  10. เมื่อคลิก OK จะได้ตัวหนังสือ ที่มีเส้นขอบ 2 ชั้น
  11. คลิกที่บริเวณนอกตัวหนังสือ เพื่อเอาเส้นล้อมรอบตัวหนังสือออก จะได้ ดังภาพ



It doesn't matter. กับ Don't mention it.

คำว่า It doesn't matter. กับคำว่า Don't mention it. คนไทยเรามักจะแปลว่า ไม่เป็นไรทั้งสองคำ แต่ความจริงแล้ว ทั้งสองคำนี้ ใช้ไม่เหมือนกัน

It doesn't matter.

- ใช้ตอบรับคำขอโทษ เมื่อคิดว่าเรื่องนั้น ๆ ไม่สำคัญ ทำนองว่าเป็นการปลอบใจผู้พูดด้วยว่า ไม่เป็นไร ไม่ใช่เรื่องสำคัญ

ตัวอย่างประโยค
A: I'm sorry. I broke you mug.
ขอโทษ ฉันทำเหยือกของคุณแตก
B: It doesn't matter. It was old and I was going to throw it away.
ไม่เป็นไร มันเก่าแล้ว และผมก็กำลังจะเอาไปทิ้งอยู่แล้ว

- มีความหมายเหมือนกับ Never mind.

Don't mention it. 

- ใช้สำหรับตอบรับคำขอบคุณ ทำนองว่า สิ่งที่ทำให้เป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่ต้องขอบคุณก็ได้

ตัวอย่างประโยค
A: Thank you for the drive.
ขอบคุณที่ขับรถมาส่ง
B: Don't memtion it.
ไม่เป็นไร เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น

การตอบรับคำขอบคุณ ยังมีอีกหลายคำ เช่น
You're welcome. 
ด้วยความยินดีเสมอ ทำนองว่า จะทำให้อีกเมื่อไรก็ได้ ด้วยความยินดีตลอด

It's my pleasure/ It's a pleasure/ My pleasure. หมายถึงทำด้วยความเต็มใจ ทำด้วยความยินดี ไม่ได้ฝืนใจทำ ทำแล้วมีความสุข

วันศุกร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2559

Do you like ... VS Would you like ....

หลายคนมักจะสับสน ระหว่างคำว่า Do you like .... กับ Would you like .... และมักจะใช้สลับกัน ไม่ถูกต้อง

Do you like ... 

- ใช้ถามเกี่ยวกับความชอบทั่ว ๆ ไป เช่นถามว่า
เธอชอบไปซื้อของไหม
Do you like shopping?

คุณชอบข้าวหรือไม่
Do you like rice?

- สามารถตามด้วยคำนาม (ตามตัวอย่างข้างบน) หรือถ้าตามด่วยคำกริยา ก็สามรรถใช้ได้ทั้ง กริยาเติม ing และ กริยาที่มี to นำหน้า เช่น

ฉันชอบว่ายน้ำในแม่น้ำ
I like swimming in the river. หรือ
I like to swim in the river.

Would you like ...

- ใช้พูดเมื่อต้องการเสนอ หรือถามความต้องการ เช่น พนักงานบริการ ต้องการถามลูกค้าว่า จะเอากาแฟไหม ถามว่า
Would you like some coffee?
มีความหมายเดียวกับการถามว่า
Do you want some coffee? แต่ประโยค Would you like ... มีความสุภาพนุ่มนวลกว่า

อย่าถามว่า
Do you like coffee?
เพราะถ้าถามลอย ๆ ก็เหมือนกับถามว่า คุณชอบกาแฟหรือไม่ คิดว่ากาแฟดีหรือไม่ เป็นต้น


- ใช้พูดบอกความต้องการ เช่น อยากได้กาแฟสักถ้วย พูดว่า
I'd like a cup of coffee, please. (I'd like = I would like)

- กริยาที่ตามหลัง Would you like ต้องมี to นำหน้า เช่น
Would you like to have dinner with me on Sunday?
จะไปทานข้าวเย็นกับผมวันอาทิตย์ไหม


- หมาเหตุ แม้ว่าจะใช้ Would ซึ่งเป็น Past แต่ความหมายเป็นปัจจุบัน

ลองดูบทสนทนาต่อไปนี้


A: Do you like coffee? (ชอบกาแฟไหม)
B: Yes, I do. It keeps me awake in the afternoon. (ชอบ มันช่วยไม่ให้ง่วงตอนบ่าย)
A: Would you like some now? (ถ้างั้นต้องการสักถ้วยไหมตอนนี้)
B: No, not now. I just had one already.(ไม่ละ เพิ่งดื่มไปแก้วนึงเมื่อกี้นี้)






วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2559

ride, go for a ride, take someone for a ride

คำว่า ride มีความหมายได้หลายอย่าง เช่น

ride เป็นคำกริยา 
  1. หมายถึงเดินทาง โดยใช้ยานพาหนะ  เช่น ขี่ม้า = ride a horse (ride on a horse - แบบอังกฤษ)
    นั่งรถบัส = ride a bus (ride on a bus - แบบอังกฤษ)
    ขี่มอเตอร์ไซต์ = ride a motorcycle เป็นต้น

    ตัวอย่างประโยค
    Can you ride a bike?
    คุณขี่จักรยานได้ไหม
    I learned to ride a bike when I was six.
    ผม/ฉันหัดขี่จักรยานตอนอายุได้ 6 ขวบ
    I ride my moped to work.
    ผม/ฉันขี่มอเตอร์ไซต์ไปทำงาน We rode the train from Ayutthaya to Bangkok.
    เราโดยสารรถไฟจากอยุธยาไปกรุงเทพ
  2. หมายถึงการบังคับ ข่มขู่ให้ทำงาน เช่น Your boss is riding you much too hard at the moment. 
    หัวหน้าบังคับคุณมากเกินไปนะตอนนี้
ride เป็นคำนาม
  1. หมายถึง การเดินทางด้วย ม้า รถ หรือ พาหนะต่าง ๆ  เช่น
    It's a short bus ride to the airport.
    นั่งรถบัสไปไม่ไกลก็ถึงสนามบิน
    I went for a horse ride last Saturday.
    ผม/ฉันไปขี่ม้าเมื่อวันเสาร์ที่แล้ว
  2.  การพาหรือโดยสารไปยังที่ใดที่หนึ่งด้วยยานพาหนะ โดยไม่เสียค่าโดยสาร เช่น
    He asked me for a ride into town.
    เขาขออาศัยรถผมเข้าเมือง Can you give me a ride to school?
    ช่วยพาผม/ฉันไปส่งโรงเรียนหน่อยนะครับ/คะ
    Would you like me to give you a ride to school?
    จะให้ผม/ฉันพาไปส่งโรงเรียนไหม
  3. go for a ride หมายถึง ไปขี่รถเล่น เช่น รถยนต์ รถจักรยาน หรือ ขี่ม้า ขี่ช้าง ก็ได้ มีความหมายเดียว
    กับ  drive around, go for a drive หรือ go for a spin วันที่ 22 พฤศจิกายน ของทุกปี จัดเป็นวัน Go For A Ride Day เป็นวันที่อยากให้ออกไปท่องเที่ยว เช่น ขี่จักรยาน รถยนต์ หรือแม้แต่ออกไปเดินเล่นสำรวจสถานที่ที่ไม่เคยไป เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศจากการทำงานประจำ
สำนวนเกี่ยวกับคำว่า ride

a rough ride: ลำบาก
If you think the job is easy, you're in for a rough ride!
ถ้าคุณคิดว่างานนั้นง่าย คุณตกที่นั่งลำบาก
The construction industry is in for a rough ride this year.
ปีนี้ อุตสาหกรรมการก่อนสร้างอยู่ในสถานะการณ์ลำบาก


take for a ride : เป็นคำ Slang มีความหมาย 2 นัย คือ

  1. หลอกลวง เช่น
    Everyone knew that I was being taken for a ride. ทุกคนรู้กันหมดว่า ผมกำลังถูกหลอก
    I trusted him but he took me for a ride. ผม/ฉันไว้ใจเขา แต่เขากลับหลอกผม/ฉัน
  2. จับตัวไปนั่งยาง The poor little girl was taken for a ride. เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่น่าสงสารคนนั้น ถูกหลอกพาไปฆ่า
เพราะฉะนั้น ถ้าจะขออาศัยรถใครไปไหน ห้ามพูดว่า Can you take me for a ride? เด็ดขาด นะครับ
หรือ ถ้าจะชวนใครขึ้นรถ ก็อย่าพูดว่า Can I take you for a ride? นะครับ แต่ให้พูดว่า Can I give you a ride?
จะดีกว่า


วันพฤหัสบดีที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2559

การสร้างลิงค์ใน DialogFragment ของ Android 1.5

มีหลายครั้งที่เราต้องการสร้างลิงค์เชื่อมโยงไปยังเว็บต่าง ๆ ใน DialogFragment ของ Android ดังภาพ


หลักการ

โดยปกติเราจะไม่สามารถใช้ลิงค์ไปยังหน้าเว็บอื่น ๆ จาก DialogFragment ได้ ถ้าต้องการให้มี Link เราต้องจัดการข้อความที่จะให้แสดง โดยทำให้เป็น SpannableString เสียก่อน ใช้ Linkyfy สร้างลิงค์ นำไปไว้ใน TextView และเอา TextView ไปไว้ใน Dialog อีกที จึงจะได้ลิงค์ตามต้องการ

วิธีการ
  1. สร้างไฟล์ใหม่ ตั้งชื่อว่า AlertDialogWithLink
  2. สร้าง Java Class ชื่อ MyDialogFragment.java สำหรับเป็น adapter สร้าง Dialog
    MyDialogFragment.java
    package com.thongjoon.alertdialogwithlink;
    import android.app.AlertDialog;
    import android.app.Dialog;
    import android.app.DialogFragment;
    import android.os.Bundle;
    import android.text.SpannableString;
    import android.text.method.LinkMovementMethod;
    import android.text.util.Linkify;
    import android.widget.TextView;
    
    public class MyDialogFragment extends DialogFragment {
    
        @Override
        public Dialog onCreateDialog(Bundle savedInstanceState) {
    
            // get a variable from MainActivity.java when calling this Dialog. The variable is in the form of key and value.
            Bundle mArgs = getArguments();
            String msg = mArgs.getString("key");
            String title = "เตรียมสอบ...";
    
            final TextView textView = new TextView(getActivity()); // create textView
            final SpannableString spannableMsg = new SpannableString(msg); //create spannableString
    
            Linkify.addLinks(spannableMsg, Linkify.WEB_URLS);
    
            textView.setText(spannableMsg);
            textView.setMovementMethod(LinkMovementMethod.getInstance());
    
            // Create the AlertDialog object and return it
           // return builder.create();
    
            return new AlertDialog.Builder(getActivity())
                    .setTitle(title)
                    .setView(textView)
                    .setPositiveButton(android.R.string.ok, null)
                    .create();
        }
    }
    
    
  3. สร้างปุ่มสำหรับกดเพื่อเรียกใช้งาน Dialog ที่สร้างขึ้น ปุ่มนี้อยู่ใน content_main.xml
    content_main.xml
    <?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
    <RelativeLayout
        xmlns:android="http://schemas.android.com/apk/res/android"
        xmlns:app="http://schemas.android.com/apk/res-auto"
        xmlns:tools="http://schemas.android.com/tools"
        android:layout_width="match_parent"
        android:layout_height="match_parent"
        android:paddingBottom="@dimen/activity_vertical_margin"
        android:paddingLeft="@dimen/activity_horizontal_margin"
        android:paddingRight="@dimen/activity_horizontal_margin"
        android:paddingTop="@dimen/activity_vertical_margin"
        app:layout_behavior="@string/appbar_scrolling_view_behavior"
        tools:context="com.thongjoon.alertdialogwithlink.MainActivity"
        tools:showIn="@layout/activity_main">
    
        <TextView
            android:layout_width="wrap_content"
            android:layout_height="wrap_content"
            android:text="Hello World!"
            android:id="@+id/textView"/>
    
        <Button
            android:layout_width="wrap_content"
            android:layout_height="wrap_content"
            android:text="New Button"
            android:id="@+id/dfragbutton"
            android:layout_below="@+id/textView"
            android:layout_toRightOf="@+id/textView"
            android:layout_toEndOf="@+id/textView"
            android:layout_marginTop="136dp"/>
    </RelativeLayout>
    
    
  4. ที่ MainActivity.java เราจะสร้างข้อความสำหรับแสดงใน DialogFragment และเรียกใช้งาน ดังนี้
    MainActivity.java
    package com.thongjoon.alertdialogwithlink;
    import android.os.Bundle;
    import android.support.v7.app.AppCompatActivity;
    import android.view.View;
    import android.widget.Button;
    
    public class MainActivity extends AppCompatActivity {
    
    String itemExplanation = "\tนี่เป็นตัวอย่างการสร้างลิงค์ไปย้งเว็บเพจ ใน DialogFragment ของ " +
            "Android Studio 1.5\n\tดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ " +
            "\n\thttp://www.thongjoon.com/2016/04/how-do-you-like-how-much-do-you-like.html " +
            "\n\tนะครับ";
    
        @Override
        protected void onCreate(Bundle savedInstanceState) {
            super.onCreate(savedInstanceState);
            setContentView(R.layout.activity_main);
    
    
            // Locate the button in activity_main.xml
            Button dfragbutton = (Button)findViewById(R.id.dfragbutton);
    
            // Capture button clicks
            dfragbutton.setOnClickListener(new View.OnClickListener() {
                public void onClick(View view) {
                    Bundle args = new Bundle();
                    args.putString("key", itemExplanation);
                    MyDialogFragment newFragment = new MyDialogFragment();
                    newFragment.setArguments(args);
                    newFragment.show(getFragmentManager(), "TAG");
                }
            });
        }
    }
    

    ข้อสังเกต

    ในการจัดรูปแบบข้อความใน dialog เราใช้ /t สำหรับย่อหน้า และ /n สำหรับขึ้นบรรทัดใหม่
แหล่งอ้างอิง

http://stackoverflow.com/questions/29319981/link-in-alert-dialog-fragment



วันพุธที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2559

เกี่ยวกับ คอเลสเตอรอล: เรื่องต้องรู้

มารู้จัก คอเรสเตอรอล(Cholesterol) ของทุกคน

แปลกใจไหม ถ้าจะบอกว่า คอเลสเตอรอลเป็นสิ่งดีและมีประโยชน์ ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายอย่างที่คิด คอเลสเตอรอลเป็นสิ่งที่ร่างกายสร้างขึ้นและใช้เพื่อรักษาให้ร่างกายมีสุขภาพสมบูรณ์

คอเรสเตอรอล พบในกระแสเลือดและในเซลล์ทุกเซลล์ของร่างกาย คอเรสเตอรอลช่วยสร้างเยื่อหุ้มเซลล์(cell membranes) ช่วยนำพาไขมันไปในกระแสเลือด ช่วยสร้างฮอร์โมนให้แก่ร่างกาย วิตามินดี และ กรดไบ (bile acids) ซึ่งช่วยในการย่อยไขมัน

คอเรสเตอรอลยังช่วยด้านความจำ และการทำงานของสมองอีกด้วย โดยเฉพาะในด้านการทำงานของสมอง นับได้ว่า คอเรสเตอรอลมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก

คอเรสเตอรอลจำนวนประมาณ 3 ใน 4 ของจำนวนคอเรสเตอรอลทั้งหมดในร่างกาย สร้างขึ้นจากตับของคนเรา หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ คอเรสเตอรอลส่วนใหญ่ที่มีในร่างกายของเรานั้น เกิดขึ้นจาก  ตับของเราสร้างขึ้น  นั่นเอง

LDL และ HDL Cholesterol

โมเลกุล ชื่อ lipoproteins เป็นโมเลกุลที่พาคอเรสเตอรอลไปในกระแสเลือด โมเลกุล lipoproteins มี 2 ชนิดคือ LDL (low-density lipoprotein) และ HDL (high-density lipoprotein) ซี่งเรียกว่าเป็น LDL Cholesterol และ HDL Cholesterol ความจริง LDL และ HDL เป็นพาหะที่นำพา Cholesterol ไปในกระแสเลือด เวลาไปตรวจระดับของ Cholesterol คุณหมอมักจะตรวจ 3 ตัวด้วยกัน คือ LDL HDL และ ไขมันชื่อไตรกลีเซอไรด์ (triglycerides)

  • ระดับคอเรสเตอรอลทั้งหมด (Total cholesterol) คือตัวเลขที่แทนจำนวน LDL HDL และ triglycerides ที่อยู่ในกระแสเลือด 
    • ผู้ใหญ่ที่มีระดับคอเลสเตอรอล มากกว่า 250 mg/dl (250 มิลลิกรัม/ 0.1 ลิตร) หรือพูดง่าย ๆ ว่า ถ้าในเลือดปริมาณ เศษ 1 ส่วน 10 ลิตร (0.1 ลิตร) มีจำนวนคอเลสเตอรอลมากกว่า 250 มิลลิกรัม ถ้าอย่างนี้ ถือว่า มีความเสียงสูงที่จะเกิดปัญหาโรคหัวใจหรือเส้นเลือดสมองตีบตัน 
    • ผู้ใหญ่ที่มีระดับคอเลสเตอรอล มากกว่า 200 mg/dl - 250 mg/dl ถือว่า มีความเสียงที่จะเกิดปัญหาโรคหัวใจหรือเส้นเลือดสมองตีบตัน ในระดับปานกลาง และ
    • ผู้ใหญ่ที่มีระดับคอเลสเตอรอล น้อยกว่า 200 mg/dl ถือว่า มีความเสียงที่จะเกิดปัญหาโรคหัวใจหรือเส้นเลือดสมองตีบตัน ในระดับต่ำ
  • LDL cholesterol คอเลสเตอรอลส่วนใหญ่ในร่างกายของเรา คือ LDL cholesterol ซึ่งทำหน้าที่ในการพา คอเลสเตอรอลไปที่เซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกาย เพื่อให้เซลล์ใช้คอเลสเตอรอลในการสร้างเนื้อเยื่อ(membranes) และสังเคราะห์ steroid hormones (blue pathway) LDL cholesterol ได้ชื่อว่า เป็นคอเลสเตอรอลตัวไม่ดี เพราะ ถ้ามีมากเกินไป จะทำไปเกาะที่ผนังหลอดเลือด ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการหมุนเวียนโลหิต และถ้าไปอุดตันเส้นโลหิตสู่สมอง อาจจะทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองแตก ตีบหรือตัน หรือ ถ้าไปอุดเส้นเลือดไปยังหัวใจ ก็อาจจะทำให้หัวใจวายได้ ระดับ LDL cholesterol ที่มากกว่า 190 จัดว่าอยู่ในระดับสูง ถือว่าไม่ดี ต้องปรับสภาพให้ลดลง
  • HDL cholesterol ได้ชื่อว่าเป็น คอเลสเตอรอลตัวดี เพราะทำหน้าที่ นำคอเลสเตอรอลส่วนเกินที่เหลือจากเซลล์ กลับไปยังตับเพื่อกำจัดออกจากร่างกายต่อไป กระบวนการนี้เรียกว่า reverse cholesterol transport (green pathway) ทำให้ลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคหลอดเลือดสมองแตก ตีบหรือตัน หรือ โรคหัวใจ (heart disease and stroke) ดังนั้น ถ้ามี HDL cholesterol สูง ความเสี่ยงก็จะลดลง
  • Triglycrides เป็นไขมันชนิดหนึ่ง ที่พบใสกระแสเลือด ร่างกายใช้ Triglycrides เพื่อพลังงานของร่างกาย ภาวะความเสี่ยงจากโรคหัวใจและเส้นเลือดสมองตีบตัน จะมีสูงมาก ถ้ามี Triglycerides สูง มี HDL ต่ำ และมี LDL สูง ซึ่งเป็นภาวะที่ควรหลีกเลี่ยงอย่าให้เกิดขึ้นเป็นดีที่สุด Triglycrides ระดับต่ำกว่า 150 ถือว่าปกติ ถ้าสูงกว่า 500 ถือว่า สูงมาก ซึ่งไม่ดีแน่นอน

ปัญหาของคอเลสเตอรอล

องค์ประกอบด้านกรรมพันธ์(genetics factor) และ ด้านอาหารการกิน(dietary factor) สามารถที่จะเข้าไปรบกวนการทำงานของตับในการผลิตและส่งออกคอเลสเตอรอลตามปกติ ทำให้มีผลต่อระดับคอเลสเตอรอลในกระแสเลือดได้
  • กรรมพันธ์(Genetics) มีส่วนสำคัญที่ทำให้ระดับคอเรสเตอรอลสูง ซึ่งพบว่า การมีระดับคอเลสเตอรอลสูงมีส่วนเกี่ยวข้องกับกรรมพันธ์บางอย่างที่มีปฏิสัมพันธ์กับอาหาร ทำให้เพิ่มระดับคอเลสเตอรอลที่สูงขึ้น ในบางกรณีซึ่งพบไม่มากนัก พบว่าการผันแปรของยีนส์เชิงเดี่ยว(single-gene variations) สามารถทำให้ระดับคอเลสเตอรอลสูงขึ้นได้ นอกจากนี้ยังพบว่า ในกลไกการหมุนเวียนคอเรสเตอรอล(the cholesterol regulation mechanism) ยังพบว่ามียีนเชิงเดี่ยวหลายชนิดที่เสียหาย(single-gene defects)ปะปนอยู่ด้วย 
  • ไขมันจากการบริโภค (Dietary Fat) คอเลสเตอรอลมีหน้าที่หลักในการนำพาไขมันไปในกระแสเลือด ผ่านทาง lipoproteins ซึ่งตับเป็นตัวการในการสร้าง lipoproteins มีระดับความเข้มข้นแตกต่างกัน ได้แก่ LDL และ HDL โดยเฉพาะ LDL ซึ่งมีจำนวนมาก มีโอกาสเป็นตัวการให้เกิดปัญหาโรคหัวใจ(heart disease) และเส้นเลือดตีบตันในสมอง(stroke) ไขมันจากการบริโภคบางชนิด ทำให้ระดับ LDL cholesterol สูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไขมันทรานซ์ (trans fat) ได้ชื่อว่าเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ ระดับ LDL cholesterol สูงขึ้น และทำให้ HDL cholesterol ต่ำลง ไขมันทรานซ์ เป็นไขมันที่มนุษย์สร้างขึ้น เพื่อให้อาหารมีรสอร่อย และเก็บได้นาน มีมากที่สุดในมาร์การีนชนิดแท่ง เนยขาว คุกกี้ เค้ก แครกเกอร์ เฟรนช์ฟรายส์ และโดนัท เป็นต้น นอกจากนี้ ไขมันอิ่มตัว ซึ่งพบในมะพร้าวและผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เช่น เนื้อ และนม ก็มีส่วนที่ทำให้ระดับ  LDL cholesterol สูงขึ้นด้วยเหมือนกัน 
  • น้ำตาลฟรุคโตส เป็นน้ำตาลที่พบไม่มากในผลไม้สด ฟรุคโตสพบมากใน น้ำผึ้ง น้ำเชื่อม high-fructose corn syrup ซึ่ง อุตสาหกรรมอาหารหลายแห่งใช้เป็นส่วนประกอบ เช่น อาหารประเภทน้ำอัดลม น้ำผลไม้บรรจุกล่อง โยเกิต ซีเรียลอาหารเช้า และขนมคบเคี้ยว เป็นต้น และนอกจากนี้ ฟรุคโตสยังพบในซูโครส หรือ น้ำตาลทราย อีกด้วย น้ำตาลฟรุคโตสจะถูกย่อยสลายที่ตับเท่านั้น ถ้าได้รับฟรุคโตสจำนวนไม่มาก เช่น ได้จากผลไม้ จะช่วยเสริมพลังงานให้แก่ตับ แต่ถ้าได้รับมากเกินไป จะทำให้ตับสร้างคอเลสเตอรอลที่เป็นอันตราย คือ VLDL หรือ Very Low Density Lipoprotein ได้ เว็บไซต์ The New York Times วันที่ APRIL 27, 2015 3:13 PM  ได้ นำผลการวิจัยเกี่ยวกับฟรุคโตสและคอเลสเตอรอล พบว่า ถ้าบริโภคน้ำตาลฟรุคโตสจำนวนมาก จะทำให้ระดับ LDL cholesterol สูงขึ้น



แนวปฏิบัติเพื่อลดระดับ LDL Cholesterol

การมี LDL cholesterol สูง เป็นเรื่องไม่ดีแน่ เพราะเสียงต่อการเป็นโรคหัวใจ และหลอดเลือดสมองตีบตัน ดังนั้น ถ้าพบว่า มีระดับ LDL cholesterol สูง ควรลดระดับ LDL cholesterol โดยปฏิบัติ ดังนี้
  1. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันทรานซ์ เช่น ขนมปังกรอบ คุกกี้ เค้ก อาหารทอด ขนมทอด เช่น ขนมโดนัท เฟรนช์ฟราย มันทอด มันฝรั่งทอด(Potato chips) ขนมกรุบกรอบ อาหารว่างประเภท snack ต่าง ๆ  รวมทั้งขนมอบที่มีส่วนประกอบเป็นเนย เนยเทียม เนยขาว เป็นต้น อาหารที่ทอดในน้ำมันซ้ำๆ ก็ยิ่งมีไขมันทรานส์มาก เช่น กล้วยแขก ปาท่องโก๋ จึงควรหลีกเลี่ยง ไขมันทรานซ์ทำให้ ระดับ LDL cholesterol สูงขึ้น และทำให้ HDL cholesterol ต่ำลง 
  2. ออกกำลังกาย  Doctor Sarah Samaan, MD ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจ(cardiologist) บอกว่า การออกกำลังกายสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมงครึ่ง ก็เพียงพอสำหรับการลด LDL cholesterol และเพิ่ม HDL cholesterol แล้ว ถ้าไม่เคยออกกำลัง ก็ให้เริ่มน้อย ๆ ก่อน เช่น ครั้งละ 10 นาที ก็เห็นผลได้
  3. กินผักและผลไม้ เช่น ข้าวโอ๊ต แอบเปิ้ล ลูกพรุน ถั่วต่าง ๆ อาหารเหล่านี้มีเส้นใยอาหารที่ละลายน้ำได้ (soluble fiber) ทำให้ร่างกายดูดซึม cholesterol น้อยลง WebMD.com ยืนยันการวิจัยว่า ผู้ที่รับประทานอาหารที่มีเส้นใยดังกล่าว วันละ 5-10 กรัม ก็จะพบว่า ระดับ LDL cholesterol ลดลง อาหารที่มีเส้นใยอาหารทำให้รู้สึกอิ่ม ทำให้ไม่นึกอยากกินของขนมกรุบกรอบ แต่ต้องระวังเหมือนกัน ถ้ารับประทานมากเกินไปอาจทำให้ท้องอืดได้ ต้องค่อย ๆ รับประทาน และเพิ่มขึ้นทีละน้อย ๆ
  4. เครื่องเทศช่วยปรับระดับ cholesterol ให้ดีขึ้นได้ เครื่องเทศ เช่น กระเทียม ขมิ้น(curcumin) ขิง พริกไทยดำ ผักชี(coriander) และอบเชย(cinnamon) นอกจากจะมีกลิ่นหอมแล้วยังช่วยปรับระดับ cholesterol ให้ดีขึ้นด้วย webMD.com อ้างอิงผลการวิจัยว่า กินกระเทียมวันละครึ่งกลีบ หรือวันละกลีบในแต่ละวัน จะสามารถลดระดับ cholesterol ลงได้ถึง 9% บ้านเรามีบางคนใช้อบเชยผง หรือ cinnamon โรยบน กาแฟคาปูชิโน่ ทำให้เพิ่มเสน่ห์คาปูชิโน่ คือฟองนมหอมด้วยกลิ่นชินเนม่อน 
  5. หลีกเลี่ยงการกินน้ำเชื่อม/น้ำตาลฟรุคโตส อาหารที่มีน้ำตาลฟรุคโตส เช่น น้ำอัดลม น้ำผลไม้กล่อง ลูกอม ผลไม้เชื่อม เครื่องดื่มรสหวาน เป็นต้น
  6. กินปลา ควรกินปลาสัปดาห์ละ 2-4 ครั้ง การกินปลา นอกจากจะได้ omega-3 เพื่อบำรุงหัวใจแล้ว การกินปลา
    แทนการกินเนื้อสัตว์ จะช่วยให้ลดการได้รับไขมันอิ่มตัวจากเนื้อสัตว์ด้วย ควรกินปลาประเภท ปลาแซลมอนในธรรมชาติ ปลาซาดีน  แมคเคอเรล ปลาเทรา เป็นต้น เพื่อหลีกเลี่ยงสารปรอท ปลาซาดีน และ ปลาแมคเคอเรล บ้านเราหาได้ง่าย เพราะปลากระป๋องส่วนใหญ่ก็ทำมาจาก 
    ปลาซาดีนและปลาแมคเคอเรล แต่ต้องระวัง ดูว่ามีเกลือ หรือโซเดียมน้อย ๆ หน่อยนะครับ เดี๋ยวจะมีปัญหาเรื่องไตตามมา ทำนองว่า หนีเสือปะจระเข้
  7. ใช้น้ำมันมะกอกปรุงอาหาร จะได้รับไขมันดีบำรุงหัวใจ และให้รับประทานอาหารประเภทลูกนัท เช่น แอลม่อน และมะม่วงหิมพานต์ ซึ่งมีสาร sterols  ที่ยับยั้งการดูดซึม cholesterol แต่แนะนำว่าอย่ากินมากเกินไป เพราะ ลูกนัทต่าง ๆ มีแคลอลี่ค่อนข้างสูง
  8. หัวเราะให้มากขึ้น จะทำให้ HDL สูงขึ้น อ่านการ์ตูนตลก ดูวีดีโอขำ ๆ ดูหนังตลก เป็นต้น
  9. และอื่น ๆ เช่น เลิกสูบบุหรี่ ควบคุมน้ำหนักอย่าให้อ้วนเกินไป ดื่มแอลกอฮอล์แต่พอดี เป็นต้น
ทั้งหมดนี้ ควรทำเป็นประจำสม่ำเสมอ เป็นนิสัย อย่าทำเพียงชั่วครั้งชั่วคราว และอย่ายึดติดกับอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นเวลานาน หรือเลิกกินอาหารบางอย่างเป็นต้น ต้องกินให้พอดีและกินให้หลากหลาย ยึดทางสายกลางเข้าไว้ ไม่ทำตัวสุดโต่งนั่นแหละดี

ที่มา/แหล่งอ้างอิง

http://www.heart.org/HEARTORG/Conditions/Cholesterol/AboutCholesterol/About-Cholesterol_UCM_001220_Article.jsp#.Vwxg36SLS02
http://www.webmd.com/cholesterol-management/features/11-tips-to-cut-your-cholesterol-fast
http://www.webmd.com/cholesterol-management/guide/understanding-numbers
http://articles.mercola.com/sites/articles/archive/2014/04/14/vitamin-d-cholesterol-levels.aspx
http://www.livestrong.com/article/303944-what-causes-the-liver-to-make-too-much-cholesterol/
http://www.dummies.com/how-to/content/why-you-need-some-cholesterol-for-good-health.html
https://www.researchgate.net/publication/245029300_Very_High_Fructose_Intake_Increases_Serum_LDL-Cholesterol_and_Total_Cholesterol_A_Meta-Analysis_of_Controlled_Feeding_Trials
http://well.blogs.nytimes.com/2015/04/27/high-fructose-heart-risks/?_r=0
http://www.cdc.gov/cholesterol/ldl_hdl.htm
https://courses.washington.edu/conj/bess/cholesterol/liver.html
http://health.kapook.com/view7341.html
http://www.divinecaroline.com/self/wellness/surprising-products-contain-high-fructose-corn-syrup
http://www.webmd.com/food-recipes/best-and-worst-snacks?page=2
Dr. Mercola: No Trans Fat Deception in Potato Chip https://www.youtube.com/watch?v=wIPYq776zdc
Dr. Mercola Interviews Nina Teicholz About Trans Fats https://www.youtube.com/watch?v=ORpc2h4NEAg&nohtml5=False
http://www.webmd.com/cholesterol-management/features/11-tips-to-cut-your-cholesterol-fast
https://www.pritikin.com/your-health/health-benefits/lower-cholesterol/1468-7-tips-for-improving-your-ldl-cholesterol.html
https://www.pritikin.com/your-health/health-benefits/lower-cholesterol/1468-7-tips-for-improving-your-ldl-cholesterol.html
http://visitdrsant.blogspot.com/2015/06/fructose.html


วันจันทร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2559

การใช้ How do you like...? How much do you like...?

คำถามที่ขึ้นต้นด้วย คำว่า How do you like....? เป็นคำถามที่กำกวมเหมือนกันนะ

How do you like ..... ? คุณชอบ...... มากแค่ไหน?
หรือ
How do you like ..... ? คุณชอบ...... อย่างไร?

ลองดูประโยคต่อไปนี้

How do you like your steak?
ถ้าพนักงานบริการอาหารถามคำถามนี้ในร้านอาหาร คำตอบก็คงจะเป็น medium-rare หรือ well done จะสุกมาก หรือ สุกน้อย ก็แล้วแต่ชอบ
How do you like ..... ? ในความหมายนี้ ก็คงจะเป็นในทำนองว่า ชอบให้ทำสะเต็กอย่างไรนั่นเอง

แต่ถ้าเพื่อนถามว่า
How do you like steak?
คำตอบก็อาจจะเป็นไปได้ว่า ชอบสุกมาก หรือสุกน้อย ตามข้างบน
แต่ ก็ไม่ผิดนะ ถ้าจะตอบว่า It's not my favorite. ผมไม่ค่อยชอบซักเท่าไร ไม่ใช่ของโปรดของผม

How do you like.....? ในความหมายหลังนี้ น่าจะเป็นไปในทำนองว่า ชอบมากน้อยแค่ไหน

อย่างไรก็ตาม คนถามก็อาจจะงงนิดนึง ว่า ต้องการถามอีกอย่าง แต่ตอบอีกอย่าง งงเหมือนกัน ผมก็งงเหมือนกัน

ทางที่ดี เวลาถาม ต้องถามให้ชัดลงไป จะดีกว่า โดยเฉพาะถ้าไม่มีสถานการณ์อะไรช่วย ต้องถามให้ชัดเจน เช่น

คุณชอบสะเต็กแบบไหน สุกมาก หรือสุกน้อย ก็ถามว่า
How do you like your steak cooked?
คำตอบก็ต้องเป็น สุกมาก สุกน้อยแล้วแต่ชอบ เช่น Well done.

ถ้าจะถามว่า โดยปกติ ชอบกินสะเต็กหรือเปล่า ก็อาจจะถามว่า
How much do you like steak?
คำตอบ ก็ต้องเป็น ชอบมา ชอบน้อย เช่น Very much.

ถามแบบนี้ ต้องได้คำตอบตามต้องการแน่นอน เพราะไม่ใช้คำถามกำกวม

การใช้ How much do you like....?
How much do you like .... ? เป็นคำถามค่อนข้างจะเป็นเชิงการถามปริมาณว่า ชอบมากแค่ไหน เช่น

A: How much do you like durian? ชอบทุเรียนไหม
B: It's my 2nd favorite fruit. จัดเป็นผลไม้สุดยอดอันดับ 2 ของผมเลย

การใช้ How do you like....?

How do you like .... ? เป็นคำถามที่ค่อนข้างจะเชิงคุณภาพ ทำนองว่า ชอบอย่างไร เช่น
A: How do you like durian? คุณชอบทุเรียนอย่างไร
B: With sticky rice. ชอบกินกับข้าวเหนียว
(แต่ถ้าจะตอบว่า Very much. ก็ดูจะได้เหมือนกันนะ)


(ภาพจาก http://cooking.kapook.com/view90118.html)






การตัดช่องว่างเว้นวรรคระหว่างคำ ใน MS Word 2010

สภาพปัญหา 

เวลาคนไทยพิมพ์ภาษาอังกฤษ บางทีเว้นวรรคระหว่างคำ มากกว่า 1 วรรค ซึ่งไม่ถูกต้อง ทำให้เสียเวลาต้องมาแก้ไขลบวรรคออก ซึ่งต้องใช้เวลามาก ดังภาพ


หลักการแก้ไข

ใช้ Regular Expressions ค้นหาและแทนที่ โดยการค้นหาเว้นวรรคหลังคำแต่ละคำ ถ้ามีตั้งแต่ 2 วรรคขึ้นไป ก็ให้แทนที่ด้วยเว้นวรรค จำนวน 1 วรรค

วิธีการ
  1. เปิดไฟล์ MS Word ที่มีข้อความที่ต้องแก้ไข
  2. ไปที่แถบ Replace หรือ แทนที่

  3. ที่ช่อง ค้นหา ให้พิมพ์ ( ){2,} และช่อง แทนที่ ให้พิมพ์ \1 และคลิกปุ่ม เพิ่มเติม

  4. เลือก ใช้ Wildcard

  5. กดปุ่ม แทนที่ทั้งหมด จะเกิดหน้าจอ รายงานให้ทราบว่า พบและแทนที่ตามคำสั่งทั้งหมด กี่ตัว

  6. คลิกปุ่ม OK และปุ่ม ปิด Close
  7. จะได้ข้อความที่แก้ไขแล้ว ดังภาพ

  8. ถ้าต้องการยกเลิก ให้กด Ctrl+z จะคืนค่าให้เหมือนเดิม

ดูวิธีการใช้ Regular Expression สำหรับการค้นหา และแทนที่ได้ ที่ https://support.office.com/en-us/article/Find-and-replace-text-by-using-regular-expressions-Advanced-eeaa03b0-e9f3-4921-b1e8-85b0ad1c427f#__toc282774574




วันเสาร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2559

การปรับแต่ง TabLayout ของ Android

TabLayout เป็นเหมือนกับแถบเมนูที่อยู่ด้านบนของหน้าจอ ต่อจาก toolbar ลงมา ดังภาพ

เราสามารถจัดการปรับเปลี่ยน หรือตั้งค่าองค์ประกอบต่าง ๆ ได้ ดังนี้

การกำหนดขนาดตัวอักษรบน TabLayout
  • ก่อนอื่นต้องกำหนด style ไว้ใน style.xml เช่น
    <style name="MyCustomTabText" parent="TextAppearance.Design.Tab">
        <tem name="android:textSize">20sp</item>
    </style>
    
    
    
  • จากนั้น ที่ไฟล์ xml layout ที่มี TabLayout กำหนดให้ใช้ Style กับตัวอักษร ดังนี้
    <android.support.design.widget.TabLayout    
        ...
        app:tabTextAppearance="@style/MyCustomTabText"    
        ... />
    

การจัดให้ TabLayout อยู่กึ่งกลางหน้าจอ
  • ที่ไฟล์ xml layout ที่มี TabLayout กำหนดให้ใช้ Style กับตัวอักษร ดังนี้
    <android.support.design.widget.TabLayout    
        ...
        android:layout_gravity="center"
        ... />
    
  • ในกรณีที่มีการกำหนดให้ TabLaout มี scrollable ได้ ต้องเอาออกด้วย เพราะจะขัดกัน มี 2 อย่างอยู่ด้วยกันไม่ได้

การกำหนดความหนา และสี ของ Selector
  • Selector คือ แถบสีที่อยู่ใต้ข้อความ เพื่อบอกว่า ขณะนี้กำลังอยู่ที่แถบใด
  • ความหนา กำหนดที่ไฟล์ xml layout ที่มี TabLayout กำหนดให้กำหนด tabIndicatorHeight เช่น
    <android.support.design.widget.TabLayout    
        ...
        app:tabIndicatorHeight="3dp"
        ... />
    
  • สีของ Selector กำหนดที่ไฟล์ xml layout ที่มี TabLayout กำหนดให้กำหนด tabIndicatorColor เช่น
    <android.support.design.widget.TabLayout    
        ...
        app:tabIndicatorColor="@android:color/holo_red_light"    
        ... />
    

การกำหนดสีพื้นของ TabLayout
  • ก่อนอื่น ต้องสร้างไฟล์สี โดยเขียนเป็นไฟล์ xml ตั้งชื่อว่า background.xml เพื่อให้รู้ว่าเป็นไฟล์อะไร จะได้เรียกใช้ได้ถูกต้อง แล้วนำไปไว้ในห้อง drawable เช่น
    <selector xmlns:android="http://schemas.android.com/apk/res/android">
        <item android:state_selected="true" android:drawable="@color/colorPrimaryDark" />
        <item android:drawable="@color/colorPrimaryDark" />
    </selector>
    
    ในตัวอย่างกำหนดสีให้เป็น colorPrimaryDark ทั้งส่วนที่เลือกและไม่เลือก ซึ่งจะทำให้สีของสีพื้นเป็นสีเดียวกัน แต่ถ้าต้องการให้สีพื้นของส่วนที่เลือกแตกต่างจากสีพื้น ให้กำหนดสีในส่วน state_selected ให้เป็นสีอื่น
    การเลือกสี ถ้าจะให้ดี เมื่อพิมพ์ "@color/ จะปรากฎสีให้เลือก จะทำให้เลือกได้สะดวกขึ้น
  • จากนั้นจึงกำหนดที่ไฟล์ xml layout ที่มี TabLayout กำหนดให้กำหนด tabIndicatorColor เช่น
    <android.support.design.widget.TabLayout    
        ...
        app:tabBackground="@drawable/background"    
        ... />
    

วันศุกร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559

การใช้ let, let's

เราคุ้นเคยกับคำว่า Let's เช่นพูดว่า Let's go now. = ไปกันเลยตอนนี้ Let's go for a walk. = ไปเดินเล่นกันดีกว่า

แต่คำว่า Let ยังมีอีกหลายความหมาย รวมทั้งมีสำนวนเกี่ยวกับ Let ที่น่าสนใจอีกด้วย

ความหมายที่ 1: อนุญาต

รูปแบบประโยคคือ => let + object + infinitive without to เช่น
She let me look at the photos. (ไม่ใช่  She let me to look at the photos.)
เธอให้ผม/ฉันดูรูปภาพพวกนั้น
การใช้ในความหมายว่าอนุญาต เราจะไม่ใช้ let ในกรณีที่เป็น Passive Voice
เราพูดว่า
They didn't let us take photographs inside the theater.
We weren't allowed to take photographs inside the theater.
อย่าใช้
We weren't let (to) take photographs...

ความหมายที่ 2 เสนอแนะ/ชักชวน

พูดว่า/ใช้  Let us ... ในกรณีที่เป็นทางการมาก ๆ เช่นในการเขียน หรือ กล่าวสนุทรพจน์
Let us remember all those who have died in this terrible conflict.
ขอเราจงจำพวกเขาเหล่านั้นซึ่งเสียชีวิตในความขัดแย้งที่เลวร้ายนี้
We must forgive, but let us not forget, what happened on that day ten years ago.
เราต้องให้อภัย แต่ต้องไม่ลืมสิ่งที่เกิดขึ้น ในวันนั้น เมื่อสิบปีก่อน

พูดว่า/ใช้  Let's..... ใช้แบบไม่เป็นทางการ เช่น พูดกับเพื่อน หรือในโอกาสที่ไม่เป็นทางการ เช่น ไปซื้อของ
รูปแบบประโยคคือ => let + object + infinitive without to เช่น
It's midday. Let's stop now and have some lunch, shall we?
เที่ยงพอดี พวกเราหยุดพักกินข้าวกลางวันกัน ดีไหม?

พูดว่า  Let me ..... เพื่อเสนอตัวเอง ขันอาสาทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
Let me move these books out of your way.
ขอผม/ฉันย้ายหนังสือพวกนี้ให้พ้นทางคุณนะ
Let me help you with the books.
ให้ผมช่วย(ถือ)หนังสือพวกนั้นนะครับ

Let's มีรูปปฏิเสธอยู่ 2 แบบ คือ Let's not .... และ Don't let... ทั้งสองคำนี้ คนชอบใช้ Let's not ... มากกว่า เช่น
Let’s not argue about money. We can share the costs.
เราอย่ามาโต้เถึยงเรื่องเงินกันเลย เราช่วยกันจ่ายได้
Don’t let’s throw away the good books with the damaged ones. We can sell them.
เราอย่าเอาหนังสือดีทิ้งไปรวมกับหนังสือที่เสียหายเลย เราขายมันได้
Do not let us deceive ourselves that our economic problems can be easily solved.
ขอเราอย่าหลอกตัวเองเลยว่า ปัญหาด้านเศรษฐกิจ(เป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย) แก้ไขได้ง่าย

มีสำนวน เกี่ยวกับ Let ที่น่าสนใจ เช่น

to let down = ทำให้ใครคนใดคนหนึ่งต้องผิดหวัง เช่น

I promised to do it, I can't let her down.
ผมได้สัญญาแล้วว่าจะทำ ผมจะไม่ทำให้เธอผิดหวัง
They let us down badly by not completing the work on time.
พวกนั้นทำให้เราผิดหวังเป็นอย่างมาก(badly) ที่ไม่สามารถทำให้เสร็จทันตามกำหนดเวลา

to let in for = เข้าไปมีส่วนร่วมกับงานที่ยาก หรือ ไม่สนุก เช่น This job is very hard. I didn't realise what I was letting myself in for.
งานนี้มันยาก ผมไม่เข้าใจเลยว่าเข้ามาทำทำไม She didn't realise how much work she was letting herself in for doing this course.
เธอไม่เข้าใจว่าเลยว่าต้องทำงานหนักแค่ไหนในการเรียนวิชานี้
to let in on = บอกความลับแก่ใครคนใดคนหนึ่ง เช่น I don't know what they're doing. They wouldn't let me in on their plans.
ผมไม่รู้ว่าพวกนั้นกำลังทำอะไร เขาไม่ยอมบอกอะไรเกี่ยวกับแผนของเขา She let me in on her secret. She's getting married!
เธอบอกความลับให้ผม/ฉันรู้ เธอกำลังจะแต่งงาน!
to let off = ไม่ลงโทษ ยกโทษให้ทั้งที่ทำผิด He was caught smoking in the office but they let him off because it was the first time.
เขาถูกจับได้ว่าสูบบุหรี่ในที่ทำงาน แต่พวกเขา(คณะผู้บริหาร)ปล่อยไม่ลงโทษเพราะเป็นการกระทำครั้งแรก
I'll let you off this time but if you do it again, you'll be severely punished.
ผมจะไม่ลงโทษคุณในครั้งนี้ แต่ถ้าทำอีกครั้ง คุณจะถูกลงโทษอย่างรุนแรง

to let off = อีกความหมายหนึ่งคือ อนุญาตให้ไม่ต้องทำในสิ่งที่ควรทำ เช่น I owed him some money but he let me off. I didn't have to pay him back.
ผมเป็นหนี้เขา แต่เขาไม่ต้องให้ผมใช้เงินคืน ผมไม่ต้องให้เงินเขา I was supposed to work until 10 pm but my boss let me off at 9.
ผมต้องทำงานถึง 4 ทุ่ม แต่หัวหน้าอนุญาตให้กลับตอน 3 ทุ่ม
to let up = หยุด หรือลดความรุนแรงลง เช่น We'll go out for a walk if the rain lets up.
เราจะไปเดินเล่น ถ้าฝนหยุด The pressure at work is non-stop. It never lets up.
แรงกดดันที่ที่ทำงานมีตลอดเวลา ไม่เคยหยุด


แหล่งอ้างอิง
http://dictionary.cambridge.org/grammar/british-grammar/let-let-s
http://www.carolinebrownenglishlessons.com/letphrasals/menu.php

วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2559

การใช้คำว่า next to

next to ส่วนใหญ่เรามักจะแปลกันว่า ต่อจาก เช่น

Suda is sitting next to Prakob. = สุดานั่งต่อจากประกอบ

แต่ความจริง คำว่า next to มีความหมายได้หลายอย่าง เช่น

ความหมายที่ 1 หมายถึง ต่อจาก ติดกัน หรือ ข้าง ๆ มีความหมายเดียวกับคำว่า adjacent to  เช่น

 Obama is next to his wife.
 The kitten is next to the rabbit.

ความหมายที่ 2 หมายถึง เกือบจะ หรือ ใกล้จะ หรือ มีความหมายเดียวกับคำว่า almost หรือ nearly เช่น


He has sold his house and has no job and so now he has next to nothing.
เขาขายบ้าน และไม่มีงานทำ ดังนั้น ตอนนี้เขาเกือบจะไม่มีอะไรเลย

I bought this antique chair for next to nothing.
ผมซื้อเก่าอี้โบราณตัวนี้ได้ถูกเหมือนได้เปล่า

ความหมายที่ 3 หมายถึง นอกจากนี้ (aside from/in addition to/besides) เช่น

Next to fried rice, chicken curry is my favorite dish.
นอกจากข้าวผัดแล้ว อาหารจานเด็ดที่ผมชอบคือแกงไก่






วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2559

Would you like a hand ....?

คำว่า hand หมายถึง มือ แต่ Would you like a hand...? ไม่ได้หมายความว่า คุณต้องการมือ นะครับ

Would you like a hand...?  คำว่า hand ในประโยคนี้ หมายถึงความช่วยเหลือให้ทำอะไรสักอย่าง คำกริยาที่ต่อมา ต้องเติม ing เช่น
  • Would you like a hand carrying those bags?
  • คุณต้องการความช่วยเหลือให้ช่วยเอากระเป๋าพวกนั้นไปให้หรือไม่
  • Would you like a hand bringing those bags up to your room? Our bellhop can take those for you.
  • คุณต้องการความช่วยเหลือให้ขนกระเป๋าพวกนั้นไปที่ห้องคุณหรือไม่ พนักงาน (ยกกระเป๋า) โรงแรมของเราขนกระเป๋าไปให้ได้
สำนวนอื่น ๆ ที่มีความหมายว่า ความช่วยเหลือ เช่น

give someone a hand 
  • Could you give me a hand with the table, please?
  • ช่วยจัดการโต๊ะนี่หน่อยนะครับ? (ได้ไหมครับ)

lend someone a hand 
  • Could you lend me a hand with the table, please?
  • ช่วยจัดการโต๊ะนี่หน่อยนะครับ? (ได้ไหมครับ)

สำนวนเกี่ยวกับ Hand อื่น ๆ ที่น่าสนใจ

get/have a hand in something = มีส่วนร่วมในการเริ่มต้น หรือดำเนินกิจกรรม เช่น
  • I would like to have a hand in the planning process.
  • ฉันต้องการมีส่วนร่วมในกระบวนการวางแผน

get/have a hand with something = ช่วยเหลือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
  • Mary would really like to get a hand with that. It's too much for one person. 
  • แมรี่ต้องการเข้าช่วยเหลือ มันมากเกินไปสำหรับคนคนเดียว

at hand = ใกล้มือ เข้ามาใกล้ เกือบถึง (ใช้กับระยะทาง หรือ เวลา)
  • I don't happen to have your application at hand at the moment. 
  • ตอนนี้ผมไม่มีใบสมัครของคุณอยู่แถวนี้
  • With the holiday season at hand, everyone is very excited.
  • ใกล้วันหยุด ทุกคนตื่นเต้น


อ้างอิง

http://dictionary.cambridge.org/dictionary/english/hand
http://idioms.thefreedictionary.com/hand



วันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2559

มังสวิรัติ กับ มะเร็งลำไส้ใหญ่ และโรคหัวใจ

คิดว่า มังสวิรัติ ซึ่งกินผักที่มีเส้นใยสูงช่วยให้ระบายท้องได้ดี ไม่น่าจะมีปัญหาในเรื่องมะเร็งลำไส้ แต่วันนี้ฟังหมอดาเลีย (The Dr Daliah Show Thursday March 2016 Hour 2) บอกว่า คนกินผัก หรือ Vegetarian หรือ มังสวิรัติ เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ (colon cancer) และโรคหัวใจ (heart disease)

ผู้ที่มีบรรพบุรุษที่เป็นมังสะวิรัติ หรือ Vegetarian ได้รับการสืบทอดการกลายพันธุ์ในระดับยีนหรือโมเลกุลของดีเอ็นเอ (DNA Gene Mutation) จากบรรพบุรุษ การกลายพันธ์นี้มีประโยชน์คือ ช่วยให้เราสามารถดูดซึมสารอาหารที่จำเป็นจากพืชได้ แต่มีผลเสียคือ เมื่อเรากินอาหารที่ใช้น้ำมันพืช(vegetable oils) เช่น น้ำมันทานตะวัน ยีนนี้จะเปลี่ยนกรดไขมัน(fatty acids) เป็น กรดแอแลคาโดนิค (arachidonic acid) ซึ่งจะทำให้เกิด inflammation disease (การอักเสพ) ซึ่งจะส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ (colon cancer) และโรคหัวใจ (heart disease) โดยสรุปคือ ผู้ที่เป็นมังสวิรัติ หรือ Vegetarian มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ มากกว่าผู้ที่กินเนื้อ (meat eaters) ประมาณ 40%

เป็นวิจัยของมหาวิทยาลัย Cornell University โดย Professor Tom Brenna มีการเก็บข้อมูลเปรียบเทียบข้อมูลทางพันธุกรรม (genome)ของคนอินเดียในรัฐ Pune กับคนอเมริกันในรัฐ Kansas คนอเมริกันกินเนื้อมากกว่าคนอินเดียแน่นอน และคนอินเดียก็กินผักมากกว่าคนใน Kansas อยู่แล้ว ผลการวิจัยพบว่า ผู้ที่มีบรรพบุรุษเป็นมังสวิรัติมีแนวโน้มที่จะมียีนกลายพันธ์ ชื่อ rs66698963 ที่จะย่อยสลายไขมันจากพืช เป็นกรดแอแลคาโดนิค (arachidonic acid) ซึ่งจะทำให้เกิดโรคมะเร็ง (exacerbate cancer) การกลายพันธ์ของยีนเกิดขึ้นนานมาแล้ว และถ่ายทอดสู่ลูกหลานสืบต่อ ๆ กัน การกลายพันธ์นี้ นอกจากจะเพิ่มกรดแอแลคาโดนิค (arachidonic acid) แล้ว หมอดาเลียบอกว่า ยังเป็นอุปสรรคต่อการสร้างกรดโอเมก้า 3 ของร่างกายอีกด้วย โอเมก้า 3 ช่วยปกป้องโรคหัวใจ

การกลายพันธ์ของยีนนี้ มีชื่อว่า rs66698963 และพบในยีน FADS2 ซึ่งควบคุมการผลิตกรดไขมันของร่างกาย

คำแนะนำสำหรับมังสวิรัติคือ ให้ใช้น้ำมันพืชที่มีกรดลิโนเลอิคโอเมก้า 6 (omega-6 linoleic acid)ต่ำ เช่น น้ำมันมะกอก ในการปรุงอาหาร



อ้างอิง
http://gcnlive.com/JW1D/index.php/archivespage?showCode=30
http://www.telegraph.co.uk/news/2016/03/29/long-term-vegetarian-diet-changes-human-dna-raising-risk-of-canc/