ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

สอบ ก.พ. การตีความ

ข้อสอบภาษาไทย ก.พ./ท้องถิ่น มักจะมีการให้ตีความจากบทความที่กำหนดให้ เพื่อวัดทักษะ ความสามารถในการใช้ภาษาไทย

Benjamin S. Bloom และคณะ ได้จำแนกจำแนกจุดประสงค์ทางการศึกษา ออกเป็น 6 ระดับ โดยระบุว่า การตีความ เป็นส่วนหนึ่งของความเข้าใจ ก่อนที่จะตีความได้ ต้องรู้ความหมายสิ่งที่อ่านเป็นเบื้องต้น นั่นคือ ต้องรู้ความหมายของ คำ วลี ตลอดจน สำนวน คำพังเพย การเปรียบเทียบ ที่ใช้ในการสื่อสารนั้น ๆ ด้วย การตีความนอกจากจะต้องแปลความหมายได้แล้ว ยังต้อง (1)สามารถเข้าใจความสัมพันธ์ของส่วนต่าง ๆ (2)จัดลำดับ หรือเรียงลำดับใหม่ เพื่อให้เห็นภาพรวมของการสื่อสาร นั้น ๆ และ (3) สามารถนำมาเทียบเคียงกับประสบการณ์ของตนได้ นอกจากนี้แล้ว การตีความยังหมายรวมถึงความสามารถแยกแยะสิ่งที่สำคัญและไม่สำคัญ หรือไม่เกี่ยวข้องกัน ออกจากกันด้วย ในประการหลังนี้ การตีความจะมีความหมายเดียวกับการวิเคราะห์ และมีลักษณะร่วมบางอย่างกับการประเมิน ด้วย

การตีความบทความ หรือเรื่องที่อ่าน สิ่งที่สำคัญคือ ต้องเข้าใจเรื่องที่อ่านเสียก่อน ต้องรู้ว่าใจความสำคัญของเรื่องที่อ่าน คืออะไร และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องรู้จุดประสงค์ของผู้เขียนบทความว่า เขียนบทความนั้น ๆ เพื่ออะไร เช่น เพื่อเล่าเรื่อง ให้ข้อมูล เชิญชวน โน้มน้าวจิตใจผู้อ่าน เพื่อแสดงความคิดเห็นของตน หรือเสียดสีสังคม เป็นต้น

ในการทำข้อสอบการตีความ ต้องไม่ตีความเกินกว่าขอบเขตของเรื่องที่อ่าน หรือนำเอาประสบการณ์ ความคิดเห็นของตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะมิฉะนั้นแล้ว การตีความของแต่ละคนก็จะไม่เหมือนกัน และตัวเลือกที่ถูก ก็จะไม่มี เพราะ ถ้าเป็นการตึความที่ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคน ซึ่งมีประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกัน
การตีความก็จะแตกต่างกันไปด้วย

ตัวอย่าง

"ถ้าเราได้เห็นนางอีก  เราคงจะกล่าวว่า  นี่คือรูปที่ชายหลงใหล  สิ่งนี้มิใช่อื่นไกล  คือ ตะกร้าซึ่งมีหนังหุ้มภายนอก  ข้างในคือกระดูกเลือดเนื้อ  แลสิ่งโสโครกทั้งหลายเท่านั้น"

ความคิดของชายหนุ่มคนนี้ สอดคล้องกับข้อใด

  1.  การรู้จักข่มใจตน 
  2. ชีวิตมนุษย์เป็นอนิจจัง
  3. การตระหนักถึงความตาย
  4. สังขารมนุษย์เป็นสิ่งน่ารังเกียจ 
จะเห็นว่าใจความสำคัญของเรื่องที่อ่าน เป็นการบรรยาย เกี่ยวกับรูปร่างของสตรีว่า เป็นเสมือนตะกร้าที่หุ้มด้วยหนัง ข้างในตะกร้าประกอบด้วย กระดูก เลือด และสิ่งโสโครก

ในบทความไม่มีส่วนใดที่พูดถึงเรื่อง การข่มใจ ความไม่เที่ยง (เป็นอนิจจัง) หรือ ความตาย แต่อย่างใด

แต่ถ้าเราใช้ประสบการณ์ของตัวเอง อาจจะมองไปได้ว่า ภายในร่างกาย มีแต่สิ่งของที่น่ารังเกียจ ต้องรู้จักหักห้ามข่มใจตนเอง รู้ถึงความจริงของสังขาร ที่จะต้องร่วงโรยไปเป็นธรรมดา

จะเห็นว่า ถ้าจะใช้ประสบการณ์ในการตีความแล้ว ตัวเลือกที่กำหนดก็อาจจะถูกได้ทุกข้อ ดังนั้น หลักประการสำคัญคือ จะต้องตีความให้อยู่ในกรอบของบทความ โดยพิจารณาจาก ใจความสำคัญ การเรียงลำดับข้อความ การเลือกใช้คำศัทพ์ในบทความ ตลอดจนการใช้คำเชื่อมต่าง ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ จะช่วยให้อ่านและตีความได้ถูกต้อง

สรุปว่า ข้อนี้ ตอบข้อ 4. นะครับ เพราะ เปรียบเทียบร่างกายว่า เป็นเหมือนกับ ตะกร้าที่มีหนังหุ้ม ข้างในตะกร้า มีกระดูก มีเลือด มีสิ่งโสโครก ดังนั้น ตะกร้า(สังขารมนุษย์)จึงเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ นั่นเอง

อ้างอิง
Bloom, B., Englehart, M. Furst, E., Hill, W., & Krathwohl, D. (1956). Taxonomy of educational objectives: The classification of educational goals. Handbook I: Cognitive domain. New York: David McKay Company, Inc.

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

อุปมา อุปไมย สำนวนการเปรียบเทียบ ของไทย

การเตรียมสอบ ก.พ. ภาค ก. เพื่อสอบบรรจุเข้ารับราชการ มีการทดสอบความสามารถทั่วไป มักจะมี
ข้อสอบที่เกี่ยวกับอุปมาอุปไมย  ข้อสอบมีลักษณะ ให้หาตัวเลือกที่มีความหมาย ความสัมพันธ์คล้ายคลึง หรือเหมือนกับที่โจทย์กำหนดให้มา  หรือเติมข้อความที่มีความหมายสอดคล้องกับคำอุปมาอุปไมยที่ยกมาให้ เป็นต้น ดังนั้น การเข้าใจความหมายของคำอุปมาอุปไมย จึงช่วยให้ทำข้อสอบได้ดียิ่งขึ้น

คำอุปมาอุปไมย หมายถึง ถ้อยคำที่เป็นสำนวนพวกหนึ่ง กล่าวทำนองเปรียบเทียบ ให้เห็นจริง เข้าใจแจ่มแจ้งชัดเจน และสละสลวยน่าฟังมากขึ้น การพูดหรือการเขียน นิยมหาคำอุปมาอุปไมยมาเติมให้ได้ความชัดเจนเกิดภาพพจน์ เข้าใจง่าย เช่น

คนดุ หากต้องการให้ความหมายชัดเจน น่าฟัง และเกิดภาพพจน์ชัดเจนก็ต้องอุปมาอุปไมยว่า “ดุ เหมือน เสือ”
ขรุขระมาก การสื่อความยังไม่ชัดเจนไม่เห็นภาพ ต้องอุปมาอุปไมยว่า “ขรุขระเหมือนผิวมะกรูด” หรือ “ขรุขระเหมือนผิวพระจันทร์” ก็จะทำให้เข้าใจ ความหมายในรูปธรรมชัดเจนมากยิ่งขึ้น

คำอุปมาอุปไมยที่ควรรู้จัก (พิมพ์คำ/ข้อความ แล้วกดปุ่ม "ค้นหา")

แนวข้อสอบ เงื่อนไขสัญลักษณ์

ครั้งที่แล้ว ได้แนะนำหลักการทำ ข้อสอบ ก.พ. ภาค ก. ความสามารถทั่วไป เงื่อนไขสัญลักษณ์ มา แล้ว ถ้าใครยังไม่ได้อ่าน ก็คลิกกลับไปอ่านได้
ความจริง ข้อสอบเงื่อนไขสัญลักษณ์ เป็นข้อสอบไม่ยาก ถ้าเข้าใจหลักการ และมีทักษะความชำนาญ ใจเย็น ๆ อย่าตื่นเต้น โดยเฉพาะการดูเครื่องหมายต่าง ๆ อย่าดูผิด เช่น เครื่องหมายมากกว่า (>) น้อยกว่า (<) เป็นต้น เพราะการแก้ปัญหาโจทย์เงื่อนไขสัญลักษณ์ หรือ inequality ก็คล้ายกับการแก้ปัญหาสมการโดยทั่วไป นั่นเอง คือ สามารถบวก ลบ คูณ หาร ด้วยจำนวนที่เท่ากัน ทั้งสองข้างของเครื่องหมายได้ กลับเศษเป็นส่วนได้ แต่ก็มีบางเรื่อง บางรายละเอียดที่แตกต่างกันบ้าง ซึ่งอ่านได้จาก ข้อสอบ ก.พ. ภาค ก. ความสามารถทั่วไป เงื่อนไขสัญลักษณ์ นะครับ ครั้งนี้ จึงเป็นการนำแนวข้อสอบ เงื่อนไขสัญลักษณ์ เพื่อนำมาฝึกทำให้เกิดทักษะความชำนาญ เพื่อจะได้ทำข้อสอบได้รวดเร็วขึ้น เพราะในห้องสอบ เวลาจัดได้ว่ามีค่ามาก ยิ่งทำเร็วและถูกต้อง ยิ่งดี คำสั่ง

เลือกตอบข้อ 1. ถ้าข้อสรุปทั้งสอง ถูกด้องหรือเป็นจริง ตามเงื่อนไข
เลือกตอบข้อ 2. ถ้าข้อสรุปทั้งลอง ผิดหรือไม่เป็นจริง ตามเงื่อนไข
เลือกตอบข้อ 3. ถ้าข้อ…

เทคนิคการทำ ข้อสอบ อนุกรม ของ ก.พ.

|ประเภทของอนุกรม เทคนิคการทำโจทย์เลข อนุกรม ข้อแนะนำเพิ่มเติม |


ข้อสอบเลขอนุกรม ของ ก.พ. ต้องการวัดความถนัดทางด้านตัวเลข โดยการจัดทำตัวเลขเป็นชุด ๆ ที่มีความสัมพันธ์กันบางอย่าง โดยให้ผู้เข้าสอบได้แสดงความถนัดด้านตัวเลข ในการวิเคราะห์และแก้ปัญหาตามที่โจทย์ระบุ


ประเภทของอนุกรม รูปแบบความสัมพันธ์ของตัวเลขอนุกรมเท่าที่พบบ่อย ๆ มีหลายประเภท เช่น

ก. อนุกรมเชิงเดี่ยว 

ได้แก่ชุดตัวเลขที่เป็นอนุกรมเพียงชุดเดียว เช่น
ค่าของตัวเลขเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอย่างเป็นระบบ โดยการบวก หรือ คูณ ตัวเลขก่อนหน้า เช่น บวกด้วยตัวเลขที่เป็นค่าคงที่ เช่น    5   10   15   20   ...?...
บวกด้วยตัวเลขที่มีระบบ เช่น     1    2    5    10   ...?...
คูณด้วยค่าคงที่ เช่น   1   3   9   27   ...?...
มีทั้ง บวก ลบ คูณ หรือหาร สลับกัน เช่น บวกแล้วคูณด้วยค่าคงที่สลับกัน ดังตัวอย่าง  5   7    14   16  32   ...... มีการ บวก ลบ คูณ หรือ หาร ร่วมกัน เช่น  15   31   63   127   255  ...?...
ในตัวอย่างนี้ จะเห็นว่า ตัวเลขตัวแรกคูณด้วย 2 และบวกด้วย 1 จะได้ตัวเลขตัวถัดไป คูณด้วยค่าคงที่ที่เป็นเศษส่วน ให้สังเกตความสัมพันธ์ว่า ตัวเลขก่อนหน้า …