ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ทบทวนเรื่อง If Clause ฉบับเตรียมสอบ

สรุปรูปแบบประโยคเงื่อนไข IF
If clauseMain clause
Present simple (Type 0)
-If you heat the ice,
Present simple
it melts.
Present simple (Type 1)
-If he comes,
Future simple
I will go.
Past simple (Type 2)
-If I were a bird,
would+ช่อง 1
I would sing all day.
Past perfect (Type 3)
-If I had known,
would+have+ช่อง 3
I would have come.


ตารางสรุปเกี่ยวกับประโยคเงื่อนไข หรือ If Clause

ประเภทรูปประโยค (If clause + main clause)ตัวอย่าง
Type 0:
เป็นจริงเสมอ
Present simple + Present simpleIf you heat the ice, it melts.
เป็นจริงตลอดกาล
Type 1:
เป็นไปได้
Present simple + Future simpleIf he comes, I will go.
เป็นไปได้ที่เขาจะมา ถ้ามา ฉันไป
Type 2:
สมมุติว่า
Past simple + (would+ช่อง 1) หรือ (would + be + -ing)If I were a bird, I would sing all day long.
เป็นเรื่องสมมุติ เป็นไปไม่ได้แน่นอน
Type 3:
ผ่านมาแล้ว เป็นไปไม่ได้
Past perfect + (would have กริยาช่อง 3)If I had known, I would have come.
ถ้ารู้ก็มาแล้ว จริง ๆ คือไม่รู้ จึงไม่ได้มา


การใช้ประโยคเงื่อนไข (IF)

ประโยคเงื่อนไข มี 4 ลักษณะ ได้แก่

Type 0: เป็นความจริงเสมอ

ใช้กับสิ่งที่เป็นจริงเสมอ เช่น ความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์ ทางธรรมชาติ เป็นต้น นอกจากนี้ ก็ใช้คู่กับประโยคคำสั่ง อีกด้วย

รูปแบบประโยค
If + Simple Present, + Simple Present


ตัวอย่าง

ความจริงโดยทั่วไป
  Ice melts if you heat it.
  น้ำแข็งละลาย ถ้าคุณทำให้น้ำแข็งร้อน

  Plants die if they don't get enough water.
  ต้นไม้ตาย ถ้าต้นไม้ไม่ได้รับน้ำอย่างเพียงพอ

  If you mix red and blue, you get purple.
  ถ้าคุณผสมสีแดงกับสีน้ำเงิน คุณได้สีม่วง

  If my husband has a cold, I usually catch it.
  ถ้าสามีฉันเป็นหวัด ฉันติดหวัดเสมอ

  If public transport is efficient, people stop using their cars.
  ถ้าระบบขนส่งสาธารณะมีประสิทธิภาพ ประชาชนหยุดให้รถส่วนตัว

ใช้คู่กับประโยคคำสั่ง
  Ask Pete if you're not sure what to do.
  ถามคุณพีท ถ้าคุณไม่แน่ใจว่าจะทำอะไร

  If you want to come, call me before 5:00.
  ถ้าคุณต้องการมา ให้โทรหาผมก่อน 5 โมง

Type 1: มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในปัจจุบัน

ใช้พูดเกี่ยวกับเรื่องที่มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในขณะพูด ถ้าเกิดสิ่งนี้ ก็จะทำสิ่งนั้น เป็นต้น

รูปแบบประโยค
If + Simple Present + Simple Present


ตัวอย่าง

  If you don't hurry, you will miss the train.
  ถ้าคุณไม่รีบ คุณจะพลาดรถไฟ (เช่น ตอนนี้ใกล้เวลารถไฟออกแล้ว แต่ยังแต่งตัวไม่เสร็จ)

  You will get wet if it rains today.
  คุณจะเปียก ถ้าวันนี้ฝนตก (ฝนอาจจะทำท่าว่าจะตก และไม่เห็นว่าเตรียมเอาร่มไป)

  If I have enough time, I'll watch the football match.
  ถ้าฉันมีเวลา ฉันจะดูฟุตบอล (ฉันอาจจะพอมีเวลาว่าง แต่ยังไม่แน่)

Type 2: เป็นไปไม่ได้ในปัจจุบัน หรือ unreal present

ใช้กับเรื่องที่เป็นไปไม่ได้แน่นอน เป็นเรื่องที่สมมุติว่า ตอนนี้ถ้าสิ่งนั้นเกิดขึ้น จะเป็นอย่างไร

รูปแบบ
If + Simple Present, + (would + กริยาช่องที่ 1)


ตัวอย่าง

  If I were a millionaire, I would buy a castle.
  ถ้าฉันเป็นมหาเศรษฐี ฉันจะซื้อปราสาทสักหลังนึง

  If she were a bird, she would sing all day long.
  ถ้าผู้หญิงคนนั้นเป็นนก เธอคงจะร้องเพลงทั้งวัน
  (ข้อสังเกต จะใช้ were แทน ไม่ใช้ was เช่น If I were..., If she were..., If he were... เป็นต้น)

  If she knew the answer, she would win the prize.
  ถ้าผู้หญิงคนนั้นรู้คำตอบ, เธอคงชนะไปแล้ว (แต่ดูลักษณะแล้ว ไม่มีทางที่เธอจะรู้คำตอบแน่นอน)

Type 3: ผ่านมาแล้ว เป็นไปไม่ได้

ใช้เกี่ยวกับเรื่องที่ผ่านมาแล้ว ไม่สามารถแก้ไขได้แล้ว เป็นการพูดถึงอดีตที่ไม่มีทางเป็นไปได้แล้ว
รูปแบบประโยค
if + Past Perfect, + would + have + กริยาช่อง 3


ตัวอย่าง

  If he had been careful, he wouldn't have had that terrible accident.
   ถ้าเขาได้ระวัง เขาก็จะไม่ประสบอุบัติเหตุร้ายแรงนั้น (แต่จริง ๆ คือ เขาประสบอุบัติเหตุ)

  If he has spoken to me nicely, I wouldn't have left him.
  ถ้าเขาพูดกับฉันดี ๆ ฉันก็จะไม่จากเขาไป (แต่ตอนนี้ ฉันจากเขามาแล้ว)

  If you had studied harder, you would have passed the exam.
  ถ้าเธอดูหนังสือมากกว่านี้ เธอก็จะสอบได้แล้ว (แต่ความจริงคือ เขาสอบตก)

โดยสรุป รูปแบบประโยคเงื่อนไข (IF) ที่ต้องจำคือ
 If clauseMain clause
จริงตลอดPresent simplePresent simple
อาจจะจริงPresent simpleFuture simple
สมมุติPast Simplewould + ช่อง 1
ผ่านมาแล้วPast Perfectwould + have + ช่อง 3

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

อุปมา อุปไมย สำนวนการเปรียบเทียบ ของไทย

การเตรียมสอบ ก.พ. ภาค ก. เพื่อสอบบรรจุเข้ารับราชการ มีการทดสอบความสามารถทั่วไป มักจะมี
ข้อสอบที่เกี่ยวกับอุปมาอุปไมย  ข้อสอบมีลักษณะ ให้หาตัวเลือกที่มีความหมาย ความสัมพันธ์คล้ายคลึง หรือเหมือนกับที่โจทย์กำหนดให้มา  หรือเติมข้อความที่มีความหมายสอดคล้องกับคำอุปมาอุปไมยที่ยกมาให้ เป็นต้น ดังนั้น การเข้าใจความหมายของคำอุปมาอุปไมย จึงช่วยให้ทำข้อสอบได้ดียิ่งขึ้น

คำอุปมาอุปไมย หมายถึง ถ้อยคำที่เป็นสำนวนพวกหนึ่ง กล่าวทำนองเปรียบเทียบ ให้เห็นจริง เข้าใจแจ่มแจ้งชัดเจน และสละสลวยน่าฟังมากขึ้น การพูดหรือการเขียน นิยมหาคำอุปมาอุปไมยมาเติมให้ได้ความชัดเจนเกิดภาพพจน์ เข้าใจง่าย เช่น

คนดุ หากต้องการให้ความหมายชัดเจน น่าฟัง และเกิดภาพพจน์ชัดเจนก็ต้องอุปมาอุปไมยว่า “ดุ เหมือน เสือ”
ขรุขระมาก การสื่อความยังไม่ชัดเจนไม่เห็นภาพ ต้องอุปมาอุปไมยว่า “ขรุขระเหมือนผิวมะกรูด” หรือ “ขรุขระเหมือนผิวพระจันทร์” ก็จะทำให้เข้าใจ ความหมายในรูปธรรมชัดเจนมากยิ่งขึ้น

คำอุปมาอุปไมยที่ควรรู้จัก (พิมพ์คำ/ข้อความ แล้วกดปุ่ม "ค้นหา")

แนวข้อสอบ เงื่อนไขสัญลักษณ์

ครั้งที่แล้ว ได้แนะนำหลักการทำ ข้อสอบ ก.พ. ภาค ก. ความสามารถทั่วไป เงื่อนไขสัญลักษณ์ มา แล้ว ถ้าใครยังไม่ได้อ่าน ก็คลิกกลับไปอ่านได้
ความจริง ข้อสอบเงื่อนไขสัญลักษณ์ เป็นข้อสอบไม่ยาก ถ้าเข้าใจหลักการ และมีทักษะความชำนาญ ใจเย็น ๆ อย่าตื่นเต้น โดยเฉพาะการดูเครื่องหมายต่าง ๆ อย่าดูผิด เช่น เครื่องหมายมากกว่า (>) น้อยกว่า (<) เป็นต้น เพราะการแก้ปัญหาโจทย์เงื่อนไขสัญลักษณ์ หรือ inequality ก็คล้ายกับการแก้ปัญหาสมการโดยทั่วไป นั่นเอง คือ สามารถบวก ลบ คูณ หาร ด้วยจำนวนที่เท่ากัน ทั้งสองข้างของเครื่องหมายได้ กลับเศษเป็นส่วนได้ แต่ก็มีบางเรื่อง บางรายละเอียดที่แตกต่างกันบ้าง ซึ่งอ่านได้จาก ข้อสอบ ก.พ. ภาค ก. ความสามารถทั่วไป เงื่อนไขสัญลักษณ์ นะครับ ครั้งนี้ จึงเป็นการนำแนวข้อสอบ เงื่อนไขสัญลักษณ์ เพื่อนำมาฝึกทำให้เกิดทักษะความชำนาญ เพื่อจะได้ทำข้อสอบได้รวดเร็วขึ้น เพราะในห้องสอบ เวลาจัดได้ว่ามีค่ามาก ยิ่งทำเร็วและถูกต้อง ยิ่งดี คำสั่ง

เลือกตอบข้อ 1. ถ้าข้อสรุปทั้งสอง ถูกด้องหรือเป็นจริง ตามเงื่อนไข
เลือกตอบข้อ 2. ถ้าข้อสรุปทั้งลอง ผิดหรือไม่เป็นจริง ตามเงื่อนไข
เลือกตอบข้อ 3. ถ้าข้อ…

เทคนิคการทำ ข้อสอบ อนุกรม ของ ก.พ.

|ประเภทของอนุกรม เทคนิคการทำโจทย์เลข อนุกรม ข้อแนะนำเพิ่มเติม |


ข้อสอบเลขอนุกรม ของ ก.พ. ต้องการวัดความถนัดทางด้านตัวเลข โดยการจัดทำตัวเลขเป็นชุด ๆ ที่มีความสัมพันธ์กันบางอย่าง โดยให้ผู้เข้าสอบได้แสดงความถนัดด้านตัวเลข ในการวิเคราะห์และแก้ปัญหาตามที่โจทย์ระบุ


ประเภทของอนุกรม รูปแบบความสัมพันธ์ของตัวเลขอนุกรมเท่าที่พบบ่อย ๆ มีหลายประเภท เช่น

ก. อนุกรมเชิงเดี่ยว 

ได้แก่ชุดตัวเลขที่เป็นอนุกรมเพียงชุดเดียว เช่น
ค่าของตัวเลขเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอย่างเป็นระบบ โดยการบวก หรือ คูณ ตัวเลขก่อนหน้า เช่น บวกด้วยตัวเลขที่เป็นค่าคงที่ เช่น    5   10   15   20   ...?...
บวกด้วยตัวเลขที่มีระบบ เช่น     1    2    5    10   ...?...
คูณด้วยค่าคงที่ เช่น   1   3   9   27   ...?...
มีทั้ง บวก ลบ คูณ หรือหาร สลับกัน เช่น บวกแล้วคูณด้วยค่าคงที่สลับกัน ดังตัวอย่าง  5   7    14   16  32   ...... มีการ บวก ลบ คูณ หรือ หาร ร่วมกัน เช่น  15   31   63   127   255  ...?...
ในตัวอย่างนี้ จะเห็นว่า ตัวเลขตัวแรกคูณด้วย 2 และบวกด้วย 1 จะได้ตัวเลขตัวถัดไป คูณด้วยค่าคงที่ที่เป็นเศษส่วน ให้สังเกตความสัมพันธ์ว่า ตัวเลขก่อนหน้า …